การฝึกสมาธิ

การฝึกสมาธิ

วิธีการฝึกปฏิบัติต่างๆ อันชัดเจนเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมอํานาจหรือพลังทางจิตวิญญาณของเราให้แข็งแรง เราสามารถประยุกต์ใช้ หรือจะเรียกว่า เบิกบานกับการปฏิบัติเหล่านี้ได้ทุกที่ทุกเวลา วิธีการปฏิบัติทั้งหลายที่เรากําลังจะกล่าวถึงนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นการฝึกสมาธิรูปแบบหนึ่ง เมื่อกล่าวถึงการฝึกสมาธิ อาจนึกถึงภาพของพระที่นั่งนิ่งๆ โดยไม่ไหวตามไปกับเสียงหรือสิ่งรบกวนใดๆ นั่นเป็นการเจริญสมาธิประเภทหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วยังมีการเจริญสมาธิอยู่อีกหลายวิธีที่สามารถเบิกบานได้ที่บ้านหรือที่ทํางานโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

การเจริญสมาธินั้นมีองค์ประกอบสองอย่างด้วยกัน องค์ประกอบแรก ได้แก่ การหยุด สงบจิตใจ และตั้งจิตมั่น องค์ประกอบที่สองของการเจริญสมาธิคือการมองอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เกิดปัญญา เริ่มแรกเพียงแต่กําหนดรู้ไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น เช่น การย่างก้าวหรือลมหายใจของเธอ การมีสมาธิคือการมีสมาธิกับอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่เสมอ การมีสติคือการมีสติกับอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่เสมอ ไม่สามารถมีสมาธิหรือมีสติได้โดยไม่กําหนดกับอะไรสักอย่างหนึ่ง ดังนั้นในการเจริญสมาธิ เจริญสติ จําเป็นต้องมีสิ่งที่จะกําหนดรู้ เมื่อเธอมุ่งความสนใจไปที่ลมหายใจ ลมหายใจคือสิ่งที่สติและสมาธิกําลังกําหนดรู้อยู่ เมื่อสร้างพลังแห่งสติให้เกิดขึ้น พลังแห่งสตินี้จะโอบกอดสิ่งที่กําลังจดจ่ออยู่ และรักษาพลังแห่งสตินั้นให้ดํารงอยู่ในจิต

หากรักษาสมาธิให้คงอยู่อย่างต่อเนื่อง จะเริ่มเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้งได้บ้าง และนี่คือขั้นตอนที่สองของการเจริญสมาธิ ตัวอย่างเช่น เมื่อรู้สึกรําคาญใจหรือมีความรู้สึกโกรธ เราอาจกําหนดความสนใจไปที่ความรู้สึกนั้นเพื่อให้เห็นถึงต้นตอของมัน เมื่อฝึกฝนการเจริญสติ และเจริญสมาธิได้สักระยะหนึ่งเธอจะรับรู้ถึงธรรมชาติอันแท้จริงของความโกรธ และปัญญาเห็นแจ้งนั้นจะปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากความโกรธ หากสิ่งที่ใช้พิจารณานั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ การเจริญสติและสมาธิจะเป็นไปโดยง่าย หากการสนทนาหรือการนําเสนอนั้นน่าสนใจ จะใส่ใจในสิ่งนั้นได้ง่าย แต่ถ้าหากมันน่าเบื่อ อาจจะพยายามอย่างดีที่สุด แต่ก็ยังเป็นการยากที่จะมีสมาธิกับสิ่งนั้นได้อย่างเต็มเปี่ยม ดังนั้น หนึ่งในกุญแจสู่ความสําเร็จก็คือการเลือกสิ่งที่รู้สึกสนใจมาใช้ในการกําหนดรู้เพื่อการเจริญสติและสมาธิ หากสิ่งนั้นน่าสนใจ จะเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้งได้ในเวลาไม่นาน

การหายใจอย่างมีสติ มีบทกวีสั้นๆ ที่ฉันอยากแนะนําให้เธอจดจําไว้เพื่อใช้ช่วยในการ การหายใจอย่างมีสติ อาจใช้บทกวีนี้ในขณะนั่งสมาธิหรือเดินในวิธีแห่งสติ

เข้า ออก

ลึก ช้า

สงบ สบาย

ยิ้ม ปล่อยวาง

ขณะปัจจุบัน เวลาประเสริฐสุด

คําว่า “เข้า – ออก” สองคําแรกนั้นหมายถึง “หายใจเข้าฉันรู้ว่าฉัน กำลังหายใจเข้า หายใจออกฉันรู้ว่าฉันกําลังหายใจออก” เมื่อหายใจเข้าเธอกําหนดรู้ในสิ่งหนึ่งสิ่งเดียว นั่นคือลมหายใจเข้าของเรา เราถอดถอน ความสนใจจากสิ่งอื่นใดทั้งปวง และให้ความสนใจทั้งหมดกับลมหายใจเข้า เช่นเดียวกับลมหายใจออก นี่คือแบบฝึกหัดที่หนึ่ง ซึ่งสามารถ กล่าวคําว่า “เข้า – ออก” อยู่ในใจต่อไปเรื่อยๆ เพื่อช่วยให้อยู่กับลมหายใจเข้าและออกได้ตลอดช่วง

การเป็นผู้ฟังที่ดี

การเป็นผู้ฟังที่ดี

ควรสังเกตคนฟังก่อน

การสังเกตคนฟัง หมายถึง เราต้องรู้ระดับการศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ ความคิดความใฝ่ฝัน และความสนใจของอีกฝ่าย ไม่ต้องรู้ละเอียดนัก รู้เพียงคร่าว ๆก็พอ จากนั้นเราก็จะสามารถหาประเด็นที่ถูกใจเขามากที่สุดเพื่อเปิดประเด็นคุยด้วย

ตัวอย่างเช่น เมื่อเราต้องคุยกับชาวบ้านทั่วไป ถ้าเราจะคุยเรื่องทฤษฎีสัมพัทธ์ของไอน์สไตน์ ผมว่าเราเอาข่าวบันหน้าหนังสือพิมพ์มาคุยจะดีกว่าเพราะจะได้รับการตอบสนองมากกว่าแน่นอน หรือถ้าเรานั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แต่เรากลับคุยเรื่อง “วรรณกรรมคลาสสิก” หรือ สงครามและสันติภาพ อย่างนี้ก็เท่ากับจับแพะชนแกะ ไม่ต่างอะไรกับการสีซอให้ควายฟัง ควายมันโง่เพราะไม่รู้ความไพเราะของเสียงซอ แต่คนสีซอโง่กว่า เพราะรู้ทั้งรู้ว่าควายฟังไม่รู้เรื่อง ก็ยังดันทุรังสีให้มันฟัง

ก่อนที่เราจะอ้าปากพูดออกไป เราจึงต้องรู้ก่อนว่า อีกฝ่ายสนใจอะไร แล้วเลือกประเด็นที่เหมาะสมพูดคุยกับเขา นี่คือกุญแจสําคัญที่จะช่วยให้เราประสบความสําเร็จในการเข้าสังคม

ทําอย่างไรอีกฝ่ายถึงจะยอมพูดด้วย

ยังมีเรื่องสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ จะให้อีกฝ่ายแสดงความคิดเห็นของพวกเขาอย่างอิสระได้อย่างไร เพราะ “คนเราไม่เพียงต้องพูดเก่งเท่านั้น ยังต้องรู้จักหัดเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย”

การให้อีกฝ่ายได้พูด จึงเป็นเรื่องสําคัญมาก แต่ที่สําคัญยิ่งกว่าคือ การตั้งใจฟังอีกฝ่ายพูด เพื่อว่าตัวเองจะได้วิเคราะห์อารมณ์และความต้องการของอีกฝ่ายได้ถูกต้อง นั่นคือ เราต้องทําตัวให้เหมือนนักข่าว รู้จักชักจูงอีกฝ่ายให้ข้อมูลที่ตัวเองต้องการได้อย่างแยบยล

ถ้าอีกฝ่ายเป็นพนักงานขายสินค้า เหตุการณ์ก็อาจตรงข้ามกันโดย สิ้นเชิง เพราะเขานั่นแหละจะเป็นฝ่ายพูดให้เราฟังโดยที่เราไม่ต้องชักจูงเขาสักนิด เราจะต้องกุมอํานาจการชักจูงไว้ให้ดี จึงจะดึงเขาให้คุยในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายเราได้ ไม่เช่นนั้น เราก็จะกลายเป็นเป้าหมายของเขาทันที

เอาเป็นว่า การพูดคุยนั้น เราไม่เพียงต้องพูดเก่ง ยังต้องรู้จักฟังอีกฝ่ายพูดด้วย เพราะมีแต่เรายอมฟังเขาพูด เขาจึงจะยอมฟังเราพูด ถ้าเราพูดจ้อคนเดียว ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดบ้าง เขาก็จะฟังเราพูดแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่เก็บเอามาใส่ใจแม้แต่น้อย

ในระหว่างการพูดคุยนั้น จะต้องคอยสังเกตการตอบสนองของอีกฝ่ายตลอดเวลา จะได้วิเคราะห์ว่าอีกฝ่ายยอมรับในประเด็นที่เรากําลังพูดอยู่ไหม เมื่อเราเข้าใจจุดสําคัญนี้ดีแล้ว เราก็จะกลายเป็นนักพูดที่คนเขาอยากฟังที่สุด

แม้ว่าเราจะเป็นนักโต้วาที่ตัวฉกาจ พูดได้ชนิดคล่องเป็นล่องน้ำ แต่ถ้าคนฟังไม่ตอบสนองหรือยอมรับประเด็นที่เราพูดอยู่ มันก็เหมือนเรากําลังพูดให้ตัวเองฟัง เพราะฉะนั้น คนพูดเก่งจะต้องพูดไปคอยสังเกตการตอบสนองและยอมรับของคนฟังไปด้วย แล้วคอยปรับเปลี่ยนประเด็น หรือเน้นเสียงให้คนเกิดความสนใจและยอมรับในประเด็นที่เรากําลังพูด นั่นแหละเราจึงจะประสบความสําเร็จในการพูด นี่คือสัจธรรมที่ซุนวูบอกไว้ว่า “รู้เขารู้เรา ร้อยศึกร้อยชัย”

การบริหารความเครียด

การบริหารความเครียด

การผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพใด ก็สามารถได้ประโยชน์จากการฝึกฝนการผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์เป็นประจําอยู่ทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ อาจหาพื้นที่ในสํานักงานที่เธอจะฝึกการผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ได้สักสิบห้านาที หรืออาจฝึกที่บ้านก็ได้ เมื่อเธอได้รับรู้ถึงประโยชน์ของการปฏิบัติในการทําให้ตัวเองสดใหม่ขึ้น สามารถแบ่งปันการปฏิบัติให้ครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานได้ อาจจัดให้มีการผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ในที่ทํางานสักวันละครั้ง เมื่อเพื่อนร่วมงานหรือลูกจ้างในบริษัทถูกถาโถมด้วยความเครียด ประสิทธิภาพการทํางานจะลดลงอย่างมาก การลาป่วยก็เพิ่มมากขึ้น นี่คือต้นทุนราคาแพงขององค์กร การผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์สักสิบห้านาที หลังจากที่ทํางานติดต่อกันมาสามหรือสี่ชั่วโมงนั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล และนําไปปฏิบัติได้ อาจจะนําการฝึกผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ด้วยตัวเราเอง จะสัมผัสถึงความเบิกบานได้อย่างมากมาย เมื่อสามารถทําให้ผู้อื่นมีความสุขและผ่อนคลาย ในขณะเดียวกันความสุขของตัวเราเองก็เพิ่มพูนขึ้นด้วย

การบริหารความเครียด

การบริหารความเครียด การจัดโปรแกรมบริหารความเครียดในบริษัทหรือองค์กรนั้นไม่ได้มี ค่าใช้จ่ายที่สูงแต่อย่างใด เป็นสิ่งสําคัญที่จะต้องมีการฝึกอบรมผู้ช่วยหลายๆ คนในองค์กรให้มีทักษะเกี่ยวกับศิลปะแห่งการบริหารความเครียด คนเหล่านี้ต้องฝึกปฏิบัติเพื่อตนเองก่อน เขาต้องได้รับความเชื่อมั่นจากประโยชน์ของการผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ การหายใจอย่างมีสติ การยิ้มอย่างมีสติ และการเดินอย่างมีสติที่ทําให้ตนเองปฏิบัติหน้าที่การงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อนั้นคนเหล่านี้ก็พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนการฝึก ปฏิบัติให้กับพนักงานในองค์กรได้

ที่หมู่บ้านพลัมเราจะฝึกการกลับมาอยู่กับลมหายใจ และผ่อนคลายร่างกายทุกครั้งที่เราได้ยินเสียงระฆัง เราเองก็สามารถทําเช่นนี้ในที่ทํางานได้เช่นกัน ตนเองและเพื่อนร่วมงานอาจเลือกท่อนสั้นๆ จากเพลงที่โปรดปราน ที่อาจมีความยาวสักหนึ่งนาที ทุกหนึ่งหรือสองชั่วโมงเราจะเปิดเพลงท่อนนี้ผ่านระบบกระจายเสียงให้ทั้งบริษัทได้ยิน เมื่อได้ยินเพลงนี้ทุกคนจะหยุดจากสิ่งที่กําลังทําอยู่เพื่อกลับมาตระหนักรู้ถึงร่างกายของตัวเอง เบิกบานกับรอยยิ้มและผ่อนคลาย เธอสามารถเปลี่ยนเพลงใหม่ๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ เพียงเดือนเดียวก็จะเห็นถึงบรรยากาศในบริษัทที่เปลี่ยนแปลงไป เสียงเพลงทําหน้าที่เสมือนดังเสียงของพระพุทธเจ้าที่อยู่ภายในตัวเรา เรียกให้ตัวเรากลับมายิ้ม หายใจ และฟื้นฟูตัวเอง นี่คือเสียงของพระเจ้าที่เรียกให้กลับคืนสู่บ้านที่แท้จริง

การรับโทรศัพท์

การรับโทรศัพท์ ที่หมู่บ้านพลัม เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เราจะหยุดจากสิ่งต่างๆที่เรากําลังทําอยู่ และกลับมาอยู่กับลมหายใจ “หายใจเข้า ฉันทําให้ตัวเองสงบ หายใจออก ฉันยิ้ม” เราหายใจเข้าและหายใจออกเช่นนี้ตามเสียงโทรศัพท์เรียกสามครั้ง ก่อนที่เราจะรับสาย ด้วยวิธีเช่นนี้ ทําให้เราสามารถรับโทรศัพท์ด้วยความสงบและความเมตตากรุณา คนที่โทรเข้ามาสามารถรับรู้ถึงสิ่งนี้ได้จากน้ำเสียงของเราเมื่อเธอสัมผัสเมล็ดพันธุ์แห่งความสงบสุขความมั่นคง และความกรุณาภายในตัวเอง คุณภาพของการสนทนาจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

มีเพื่อนของเราหลายคนที่ฝึกการทําสมาธิกับโทรศัพท์ทั้งที่บ้านและที่ทํางาน ทุกครั้งที่เขาได้ยินเสียงโทรศัพท์ เขาเรียนรู้ที่จะหยุดและหายใจ อย่างมีสติ เบิกบานกับลมหายใจเข้า และลมหายใจออก การทําเช่นนี้ทําให้เขารู้สึกมั่นคง และสงบสุขมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบในแง่บวกต่อธุรกิจของเขาเป็นอย่างยิ่ง มีนักธุรกิจคนหนึ่งที่ฝึกการหายใจอย่างมีสติเป็นประจําเมื่อรับโทรศัพท์ เขากล่าวว่าการรับโทรศัพท์อย่างมีสตินี้ช่วยให้เขาอยู่กับการสนทนานั้นได้อย่างเต็มร้อย

การนั่งสมาธิ

การนั่งสมาธิ

ประวัติความเป็นมาของการนั่งสมาธิ นั้นถือได้ว่าเป็นอภิสิทธิ์อย่างหนึ่งตอนที่ท่านเนลสันเมนเดล มาเยี่ยมเยือนประเทศฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้รับ การปล่อยออกมาจากเรือนจํา นักข่าวได้สัมภาษณ์และถามท่านว่าอยากทําอะไรมากที่สุด ท่านตอบว่า “อยากนั่งโดยไม่ทําอะไรอย่างอื่นเลยตั้งแต่ได้ออกมาจาก ฉันยังไม่เคยมีโอกาสดีๆ เช่นนั้น ฉันไม่มีเวลาว่างเลย ดังนั้นสิ่งที่ฉันอยา ทํามากที่สุดในตอนนี้ก็คือ นั่งโดยไม่ทําอะไรอย่างอื่นเลย” การมีโอกาสที่จะนั่งและเบิกบานกับลมหายใจเข้าและลมหายใจออกนั้นก็เป็นเรื่องวิเศษ หายใจเข้าและหายใจออกโดยไม่ต้องดิ้นรนอะไรทั้งนั้น โปรดนั่งและหายใจเพื่อท่านเนลสัน เมนเดลล่า และทุกๆ คนที่กําลังวิ่งยุ่ง ไม่มีเวลากลับมาอยู่กับตัวเองเพื่อสัมผัสกับชีวิตอันแท้จริง สมัยนี้ การนั่งโดยไม่ทำอะไรอย่างอื่นนั้นถือเป็นสิ่งมีค่า และยังเป็นสิ่งสําคัญต่อการเยียวยา และบํารุงรักษาตัวเองอีกด้วย

หาท่านั่งที่สบาย จะนั่งบนเบาะรองนั่งหรือนั่งบนเก้าอี้ก็ได้ ถ้าเธอนั่งบนเก้าอี้ ขอให้วางเท้าทั้งสองราบแนบบนพื้น นั่งหลังตรงโดยไม่แข็งททื่อ ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเบาะรองนั่ง หรือเก้าอี้ โดยไม่เกร็งท้อง กําหนดรู้ที่ลมหายใจเข้าและออก หากจิตเธอซัดส่าย ก็เพราะจิตเราเป็นเช่นนั้น ก็ให้นําการรับรู้กับมาอยู่ที่ลมหายใจของเธอ

การนั่งสมาธินั้น แรกสุดเธอต้องไม่ทําอะไรอย่างอื่นเลย เพียงปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย ถ้ารู้จักศิลปะของหายใจและยิ้ม ความสุขจากการนั่งสมาธินั้นจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพลังแห่งสติและสมาธิ จะเห็นความเป็นจริงของร่างกาย ความเป็นจริงของจิตวิญญาณ และความเป็นจริงของสถานการณ์ต่างๆ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน มักจะไม่ทําผิดพลาดมากเกินไป และมีโอกาสทําในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อนําความเป็นอยู่ที่ดีมาสู่ตนเอง และคนที่รัก นี่คือประโยชน์ของการนั่งสมาธิ

เจริญสติด้วยการยิ้ม

เจริญสติด้วยการยิ้ม แบบฝึกปฏิบัติต่อมาก็คือ “ยิ้ม ปล่อยวาง” “หายใจเข้า ฉันยิ้ม หายใจออก ฉันปล่อยวาง หายใจเข้า ฉันยิ้มให้ร่างกายของฉัน หายใจออก ฉันทําร่างกายของฉันให้สงบ หายใจเข้า ฉันยิ้มให้กับความรู้สึกของฉัน หายใจออก ฉันทําความรู้สึกของฉันให้สงบ ยิ้ม ปล่อยวาง” การยิ้มนั้นเป็นการ ปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพมาก ไม่จําเป็นที่จะต้องรู้สึกเบิกบานหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อที่จะยิ้มได้ เพราะการยิ้มนั้นก็เป็นเหมือนการฝึกโยคะ แต่เป็นการฝึกโยคะด้วยปาก ถึงแม้ว่าจะไม่รู้สึกเบิกบาน การยิ้มจะช่วยให้ได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อต่างๆ บนใบหน้า เมื่อเราโกรธหรือรู้สึกกลัว กล้ามเนื้อเหล่านี้จะตึงเครียด ถ้าได้ส่องกระจกในตอนนั้น จะเห็นได้ถึงความเครียดที่ปรากฏอยู่บนในหน้า หากเธอรู้วิธีหายใจเข้าและยิ้ม ความตึงเครียดจะสลายไปอย่างรวดเร็ว แล้วเธอจะรู้สึกดีขึ้นมาก สามารถช่วยเหลือคนที่กําลังเครียดได้ด้วยการยิ้มให้ เขาหรือเธอจะรู้สึกดีขึ้นมากเมื่อได้รับรอยยิ้มเช่นนี้ “หายใจเข้า ฉันยิ้ม หายใจออก ฉัน ปล่อยวางความเครียด”

หายใจเข้าเธอรู้ว่าเธอกําลังโกรธในสิ่งที่ผู้อื่นพูดหรือทํากับเรา หายใจออกฉันยิ้มเพราะรู้ว่าเราสามารถโอบกอดความรู้สึกนี้ และมีความสงบได้ เขียนประโยคเหล่านี้ลงไปบนแผ่นกระดาษเล็กๆ ขนาดบัตรเครดิต แล้วใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์  “ถึงแม้ตอนนี้ ฉันกําลังโกรธคนที่ฉันรักอยู่ แต่ลึกเข้าไปในใจแล้ว ฉันรู้ว่าฉันสามารถมีความสงบสุขได้” เมื่อไรก็ตามที่เธอกําลังจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ ก็ให้นํากระดาษแผ่นนี้ออกมาอ่าน และเริ่มหายใจเข้าและออก เป็นสิ่งสําคัญที่เธอจะต้องทําเช่นนี้อย่างรวดเร็วก่อนที่เธอจะสร้างความเสียหายให้กับทั้งตนเองและคนที่รัก พกพระพุทธเจ้าไว้ในกระเป๋าสตางค์ ในยามที่ต้องการพระองค์ ก็เปิดกระเป๋าหยิบข้อคิดเตือนใจนี้ออกมาอ่าน และกลับมาอยู่กับการปฏิบัติ

การตลาดสมัยใหม่ หรือ 4Cs

การตลาดสมัยใหม่ หรือ 4Cs

กลยุทธ์ 4Cs นั้นมีหลักการ ได้แก่ การที่นักขายต้องเปิดมุมมองใหม่ในการขาย นอกเหนือจากหลัก 4Ps โดยเน้นที่ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก อันประกอบไปด้วย

C ตัวที่หนึ่ง Consumer Wants and Needs ความต้องการของผู้บริโภค: เป็นการพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์ของคุณนั้นจะมีลูกค้าซื้อไปหรือไม่ ก็เหมือนกับการเลือกกลุ่มเป้าหมายให้ถูกต้องกับผลิตภัณฑ์ของคุณ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ของคุณสามารถทําคุณประโยชน์อะไรให้เขาได้บ้าง เมื่อคุณรู้ว่าผลิตภัณฑ์ของคุณตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มใด คุณก็จะเข้าไปทําการขาย ได้อย่างเหมาะสม ในอีกทางหนึ่งกล่าวได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่คุณจะขายตามหลักเกณฑ์นี้ อาจจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกค้าได้ด้วยเช่นกัน

บ่อยครั้งที่เราจะพบว่าสินค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่น่าจะขายได้ กลับขายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ บางสิ่งที่เหมือนจะขายได้-ขายดี กลับไม่มีใครซื้อ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าการซื้อสินค้าหรือบริการของผู้ซื้อขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อเป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นของสะสมที่ผู้คน ส่วนใหญ่อยากได้ อยากเก็บเอาไว้ในคอลเล็กชัน หรือสินค้า อื่นๆ ที่โดนใจ

C ตัวที่สอง Consumer’s Cost to Satisfy ต้นทุนของผู้บริโภค : ในกรณีนี้ก็คือการพิจารณาในระดับของกลุ่มลูกค้า ซึ่งราคาผลิตภัณฑ์ของคุณต้องคํานึงถึงต้นทุนของลูกค้ามากกว่าต้นทุนทางการผลิต หรือก็คือดูเงินในกระเป๋าของลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์ของคุณเหมาะกับคนที่มีรายได้ประมาณเท่าใด ที่สําคัญคือ พิจารณาว่า ก่อนที่ลูกค้าจะซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณ เขามีค่าใช่จ่ายอะไรมาก่อนหรือไม่ เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่จอดรถ และค่าเสียเวลา ถ้าเขาหักลบกลบหนี้แล้ว ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับต้นทุนที่ใช้จ่ายออกไปก่อนหน้านี้หรือไม่ ถ้าไม่คุ้มค่าลูกค้าก็ไม่เลือกซื้อสินค้านั้น นี่จึงเป็นโอกาสสําหรับยอดนักขายประเภทที่ต้องเดินหาลูกค้า ซึ่งจะประสบความสําเร็จสูง หากผลิตภัณฑ์ของคุณโดนใจเขา และเป็นการดีที่เขาไม่ต้องออกเดินทางมาซื้อเอง

C ตัวที่สาม Convenience to Buy ความสะดวกในการซื้อ: คือคํานึงถึงความสะดวกสบายของลูกค้าเป็นสําคัญ ด้วยการเพิ่มช่องทางในการจําหน่ายให้ลูกค้าสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ได้สะดวก รวดเร็ว ถ้าต้องการซื้อในจํานวนมากและได้ราคาถูกควรไปที่ไหน ถ้าต้องการซื้อเพียงชิ้นเดียวและซื้อได้อย่างรวดเร็วควรไปที่ไหน ภายใต้การดูแลและคําแนะนําของคุณ เพราะนั่นคือการทํายอดของคุณล้วนๆ เป็นต้น

C ตัวที่สี่ Communication that Connects การสื่อสาร: เป็นการที่คุณจะสามารถขายผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้านั้น ต้องมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ดี สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวนักขายและความเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ ดังนั้นคุณต้องหาวิธีสื่อสารให้ลูกค้าฟังคุณ เพื่อที่จะก่อให้เกิดการขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ

จากที่กล่าวมานั้น จึงจะเห็นว่ากลยุทธ์ทางการตลาดแบบ 4Cs แม้จะซับซ้อนกว่าแบบ 4Ps แต่ก็เป็นกลยุทธ์ที่ทันสมัยสามารถนํามาปรับใช้กับโลกที่เปลียนแปลงล้ำหน้าไปในปัจจุบัน เพราะความซับซ้อนที่แสดงออกมาจาก 4Cs นั้น ทําให้เห็นว่า หากคุณเป็นนักขายคุณก็ควรที่จะปรับตัวตามด้วยเช่นกัน เพราะหากคุณยึดแต่หลัก 4PS ก็อาจจะไม่ประสบความสําเร็จในการเป็นนักขาย และอาจนําไปสู่ความล้มเหลวในอาชีพนี้ ได้เช่นกัน

การใช้ชีวิตให้มีสติและสมาธิ

การใช้ชีวิตให้มีสติและสมาธิ

อํานาญแห่งสติ สติคือพลังงานแห่งการตระหนักรู้ว่ากําลังเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบันขณะ เมื่อเรามีพลังแห่งสติอยู่ในตัว เราจะอยู่ที่นั่นอย่างเต็มที่ เราจะมีชีวิตอย่างเต็มที่ และเราจะดํารงชีวิตอย่างเต็มที่ในทุกขณะของชีวิตประจําวัน ไม่ว่าจะทําอาหาร ล้างจาน ทําความสะอาด นั่ง หรือรับประทานอาหาร ล้วนเป็นโอกาสให้เธอบ่มเพาะพลังงานแห่งสติที่จะช่วยให้เธอรู้ว่าสิ่งใดที่ควรทําและไม่ควรทํา พลังงานแห่งสติ ช่วยให้เธอพ้นจากความยากลําบากและความผิดพลาดต่างๆ ช่วยปกป้อง และส่องแสงให้เห็นหนทางในทุกกิจวัตรประจําวัน

สติคือความสามารถในการตระหนักรู้สิ่งต่างๆ อย่างตามความเป็นจริง เมื่อมีสติเธอจะรู้ว่ากําลังเกิดอะไรขึ้นในแต่ละขณะ ณ ที่นี้ในขณะนี้ เมื่อตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ดี เธอสามารถเบิกบานกับสิ่งนั้น สามารถหล่อเลี้ยงและเยียวยาตัวเธอเองได้ เพียงแค่เธอตระหนักรู้ถึงปัจจัยที่ดีทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ไม่ดี สติจะช่วยเธอโอบกอด บรรเทา และทําให้สิ่งนั้นคลายลง สติคือพลังงานที่สามารถโอบรับความทุกข์ ความ โกรธและความท้อแท้ใจ หากเธอรู้วิธีที่จะโอบรับความทุกข์ได้นานเพียงพอความทุกข์นั้นจะบรรเทาลง

หากเราสูญเสียพลังแห่งสติ เรากําลังสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อขาดสติ เราหาและใช้เงินทองไปในทางที่เป็นโทษกับตัวเองและผู้อื่น เราใช้ชื่อเสียงในทางที่เป็นโทษกับตัวเองและผู้อื่น เราใช้ความเข้มแข็งทางการทหารเพื่อทําลายตัวเองและผู้อื่น

การเดินและการรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่เราทําอยู่แล้วในแต่ละวัน แต่เรามักไม่ได้เดินอย่างแท้จริง ในขณะที่เราเดิน เรากําลังถูกโครงการและความกังวลพาเราไป เราไม่มีอิสระ เมื่อเดินอย่างมีสติ ดํารงอยู่ในปัจจุบันขณะ ไม่ถูกดึงไว้ด้วยความเสียใจในอดีตหรือความกังวลเกี่ยวกับอนาคต เราจะสัมผัสความมหัศจรรย์แห่งชีวิต ทุกย่างก้าวเป็นไปเพื่อหล่อเลี้ยงความสุขของเรา พลังแห่งสติทําให้เราไม่ต้องเสียใจกับชีวิตที่เราใช้ไป สติช่วยให้เรา มองเห็นและสัมผัสคนที่เรารักได้อย่างแท้จริง นี่คือพลังงานที่ช่วยให้เรา กลับมาสู่ตัวเอง เพื่อที่จะมีชีวิตและเป็นสุขอย่างแท้จริง

อํานาญแห่งสมาธิ พลังแห่งสตินํามาซึ่งอํานาจ เมื่อเธอดื่มชา ก็เพียงดื่มชาเท่านั้น เบิกบานกับการดื่มชาของเธอ โดยไม่ดื่มความทุกข์ ความหดหู หรือดื่มโครงการต่างๆ ที่เป็นสิ่งที่สําคัญมาก หาไม่แล้วเธอย่อมไม่สามารถดูแลหล่อเลี้ยงตัวเองได้

อาจมีบางสิ่งที่เธอเคยเห็นแล้วแต่ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เธอสามารถใช้พลังแห่งสมาธิเพื่อให้ประจักษ์แจ้งและมองอย่างลึกซึ่งให้เห็นถึงธรรมชาติ ของสิ่งที่อยู่ตรงนั้น บางทีเธออาจประสบกับอุปสรรค ความหดหู่ ความกลัว ความท้อแท้สิ้นหวัง เธอต้องการที่จะมองอย่างลึกซึ่งเข้าไปในธรรมชาติของกิเลส เพื่อที่จะแปรเปลี่ยนมัน เธอต้องมีสมาธิอย่างมากจึงจะทําเช่นนี้ได้

สมาธิช่วยให้เรามองอย่างลึกซึ่งเข้าไปในธรรมชาติของความเป็นจริง และก่อให้เกิดปัญญาที่ทําให้เราเป็นอิสระจากความทุกข์ มีสมาธิอยู่หลาย ประเภทที่เราสามารถบ่มเพาะได้ เมื่อเรามีสมาธิในเรื่องของความเป็นอนิจจัง เราจะตระหนักรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นแปรเปลี่ยนตลอดเวลา เราอาจเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในวันพรุ่งนี้ หรือได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเราควรทําทุกอย่างที่ทําให้คนที่เรารักมีความสุขในวันนี้ พรุ่งนี้อาจสายเกินไป ด้วยสมาธิในเรื่องของความไม่มีอัตตาตัวตน หรือความจริงที่ว่าเราไม่อาจมีตัวตนที่แยกออกจากสิ่งอื่นๆ เราจะตระหนักรู้ว่าไม่ใช่เราเท่านั้นที่เป็นทุกข์ แต่ลูกๆของเรา พ่อแม่ของเรา เพื่อนของเรา และเพื่อนร่วมงานของเราก็เป็นทุกข์ไปด้วย เมื่อเราพัฒนาสมาธิในเรื่องของความเป็นดั่งกันและกัน หรือความเชื่อมโยงของทุกสรรพสิ่ง เราจะเห็นว่าหากเราทําให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ เขาก็จะทําให้เราเป็นทุกข์ด้วย เมื่อเรามีสมาธิในเรื่องของธรรมชาติแห่งความเป็นอนิจจัง ความไม่มีอัตตาตัวตน และความเป็นดั่งกันและกันนั้น สามารถทําให้เราก้าวไปอีกขั้น และนํามาสู่อํานาจประเภทที่ห้า ที่เราเรียกว่าปัญญา

การจ่ายค่าตอบแทนในธุรกิจ

การจ่ายค่าตอบแทนในธุรกิจ

ฝ่ายบริหารเห็นความสําคัญของการจ่ายค่าตอบแทนที่ถือว่าเป็นรายจ่ายของธุรกิจแล้วยังถือว่า ค่าตอบแทนเป็นสิ่งที่จะนํามาใช้ในการควบคุมการทํางานของพนักงานให้ปฏิบัติตามนโยบายที่ได้ วางแผนไว้และค่าตอบแทนยังเป็นสิ่งกระตุ้น หรือสิ่งจูงใจให้พนักงานกระทําหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ถือว่าเป็นสิ่งที่ชี้ หรือแสดงออกที่เป็นประสิทธิภาพของการทํางานของพนักงานขายแต่ละคน

ความสําคัญของการจ่ายค่าตอบแทนที่มีต่อพนักงาน นับว่าเป็นเรื่องสําคัญยิ่งที่ค่าจ้าง ที่พนักงานแต่ละคนได้รับเป็นการตอบแทนสําหรับงานที่ทําให้นั้น มิใช่เพียงแต่อยู่ในกรอบของการจ่าย ที่ยุติธรรมเท่านั้น หากแต่ความสําคัญยังอยู่ที่การต้องรู้จักสื่อความได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อที่จะให้พนักงานได้รู้เห็นและเข้าใจอย่างถูกต้องว่า เขาได้รับการจ่ายค่าจ้างที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง ตามหลักของ การจ่ายค่าจ้างที่ยุติธรรมหรือทฤษฎีการจ่ายที่เป็นธรรม (Theory of Equity) นั้น พนักงานส่วนมากมักจะประสงค์ที่จะได้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในแง่หนึ่ง คือ ระหว่างผลงานที่ทําออกมาได้จนเป็นผลสําเร็จปรากฏออกมา (ซึ่งเกิดจากการได้ใช้ความชํานาญตลอดจนความพยายามต่าง ๆ ที่ได้อุทิศให้) ว่าควรจะเท่ากับผลลัพธ์ที่ได้รับมา นั่นคือตัวเงินที่เขาได้รับมาจากการทํางานดังกล่าวในรูปของการจ่ายและรางวัลอื่นๆ ที่นายจ้างได้มอบให้ ความมุ่งพยายามที่จะต้องทําให้ถูกต้องเพราะเหตุที่การจ่ายค่าจ้างมีความสำคัญต่อคนงานดังกล่าวนั้น ในแง่ของนายจ้างจึงต้องเข้าใจในเรื่อง 2 ประการดังนี้

1) จะต้องสามารถลดความไม่สบายใจที่มีการเข้าใจผิดในเรื่องต่างๆ ให้หมดไป (Cognitive Dissonance) กล่าวคือ ถ้าหากสิ่งที่ได้จ่ายให้นั้นไม่สอดคล้องตรงตามที่พนักงานคิดว่าควรจะได้แล้ว พนักงานส่วนใหญ่มักจะมีความรู้สึกคั่งค้างอยู่ในใจตลอดเวลาว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งนักจิตวิทยาได้ อธิบายความรู้สึกนี้ว่า “Cognitive Dissonance” ในกรณีเช่นนี้ ถ้าพนักงานเชื่อว่าตนเองได้ทํางานให้กับองค์การมากกว่ารายได้ที่ได้รับ หรือเข้าใจว่าตนเองมีคุณสมบัติสูงกว่าพนักงานอื่น ๆ ซึ่งได้รับค่าจ้างในระดับเดียวกันแล้วเมื่อใด พนักงานก็จะเกิดความแปรปรวนในความรู้สึกทางจิตใจและจะทําการลดขนาดความพยายาม หรือการทุ่มเทให้น้อยลง ในบางครั้งยังไปไกลถึงการพยายามลดผลผลิตด้วยการแกล้งขาดงาน หรือทํางานให้ได้ผลงานที่ต่ำกว่าเดิมหรือเลวกว่าเดิม หรือให้ความร่วมมือต่อส่วนรวมน้อยลง ตลอดจนไม่คิดริเริ่มที่จะเริ่มสร้างสรรค์ให้ หรือในอีกทางหนึ่งก็อาจจะยังคงพยายามเพิ่มผลผลิตจากการทํางาน แต่ก็จะพยายามหาทางเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจจะต้องพยายามกําหนดค่าของงานออกมาให้ชัดแจ้งอย่างมีระบบ และจะต้องมีการวัดผลการปฏิบัติงานของแต่ละคน ตลอดจนเข้าใจให้พนักงานได้รู้ว่า มีวิธีการกําหนดอย่างไร ในกรณีเช่นนี้พนักงานก็อาจจะเข้าใจได้อย่างถูกต้อง ว่าตนเองมิได้เป็นเหยื่อของความไม่เป็นธรรมดังกล่าว

ลักษณะอุปนิสัยส่วนตัวของบุคคลมักจะมีผลกระทบต่อความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมด้วยเสมอ จากการศึกษาได้มีตัวอย่างปรากฏว่า พนักงานที่ทําผลผลิตได้สูง แต่มีการศึกษาน้อยและได้รับเงินเดือนมาก และมีอายุมากกว่า มักจะมีความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องของความ ไม่เป็นธรรมของการจ่ายน้อยกว่าคนอื่นๆ นอกจากนี้บุคคลเหล่านี้ยังมีความรู้สึกที่มากกว่าคนอื่น ๆ ในกรณี ต่อไปนี้ด้วย คือ คนดังกล่าวจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับองค์การว่าที่ทําไปนั้นมีความถูกต้องแล้ว และยอมรับ ได้ง่ายว่า มาตรฐานต่างๆ ที่กําหนดขึ้น ตลอดจนการขึ้นเงินเดือนที่ใช้อยู่นั้นนับว่าใช้ได้

2) การรู้จักสื่อความการตัดสินใจเกี่ยวกับเงินเดือนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะให้พนักงานยอมรับว่าเขาได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมจากการจ่ายค่าจ้างเงินเดือนให้ สิ่งที่ต้องทําอย่างหนึ่งก็คือ การต้อง รู้จักวิธีการสื่อความได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการสื่อความที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้พนักงานได้เข้าใจ ง่ายขึ้นและแจ่มแจ้งขึ้น และถ้าหากมีปัญหาหรือข้อบกพร่องอื่นใด ก็จะมีโอกาสได้รับทราบถึงความคิดเห็น ต่างๆ ทั้งในแง่ที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเป็นเงินเดือนและการจ่ายรางวัลผลตอบแทนอื่นที่ไม่เป็นเงินด้วยพร้อม กัน ตลอดจนการทําความเข้าใจในแง่ของผลประโยชน์ที่เขาพึงจะได้รับทั้งหมดตามทัศนะของคนงานเทียน กับสิ่งที่พนักงานได้อุทิศและทําให้ตามความเข้าใจของเขาว่าเขาได้ให้มากน้อยเพียงใด ความเห็นของ พนักงานเหล่านี้นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปรับปรุงให้ระบบการจ่ายตอบแทนนี้มีคุณค่าและถูกต้องอยู่ตลอดเวลา

การแก้ไขในสิ่งผิดพลาดในธุรกิจ

การแก้ไขในสิ่งผิดพลาดในธุรกิจ

การแก้ไขในสิ่งผิด การใช้ชีวิตโดยไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนในโลกธุรกิจนั้น เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง เพราะมันไปเพิ่มความซับซ้อนให้เกิดขึ้นอย่างที่นักธุรกิจส่วนใหญ่ไม่อยากจะข้องเกี่ยวด้วย พวกเขาไม่อยากได้ยินเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ หลังจากที่คุณได้ศึกษามันด้วยตัวเองคุณรู้ว่ากําลังทําอะไรอยู่ ถึงเวลาที่คุณจะต้องลงมือทําอะไรสักอย่าง นั่นคือการลงมือแก้ไขในสิ่งที่ผิดไม่ว่าคุณจะเป็นนักธุรกิจหรือเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง อาจารย์เซนอาจกล่าวว่า “หากเธอต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล อย่าไปยุ่งอยู่กับการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เธอจะไปไม่ถึงไหน เธอต้องเปลี่ยนแปลงองค์กรธุรกิจต่างๆ เพราะรัฐบาลเองก็เป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งของบริษัทต่าง ๆ ในโลกธุรกิจเท่านั้นหากเธออยากเปลี่ยนแปลงบริษัทเหล่านั้น เธอก็ต้องเปลี่ยนแปลงผู้บริโภค” ตรงนี้นี่เองที่ความรับผิดชอบทั้งหมดทั้งปวงตกอยู่ที่เรา เรานั่นเองที่เป็นผู้บริโภค เราไม่ใช่ประชากรอีกต่อไป แต่เราเป็นผู้บริโภค เราเองที่เป็นผู้เลี้ยงปากท้องของบริษัททั้งหลาย ที่กําลังเลี้ยงปากท้องของรัฐบาลอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นพวกเราเองที่ต้องเปลี่ยน เมื่อเรารู้ว่าตัวเราเองนี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ที่สุดแล้วก็เรานั่นเองที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของทางออกของปัญหาด้วย

มีคําพูดหนึ่งที่ผมชอบมากเป็นพิเศษ เป็นคําพูดของ ธอโรว์ที่กล่าวไว้ว่า “ระวังให้จงหนัก เกี่ยวกับการกระทําใดๆ ที่ต้องการเสื้อผ้าใหม่” จริงหรือที่คุณต้องสวมกางเกงโยคะเพื่อเล่นโยคะ ผมว่ามันออกจะแปลกๆ อยู่นะตามความคิดของผมแล้ว เราควรบริโภคให้น้อยลง แต่บริโภคสิ่งที่ดียิ่งขึ้น ชาวยุโรปบริโภคเพียงร้อยละ 25 ของปริมาณที่พวกเราชาวอเมริกันบริโภค เมื่อพวกเขาซื้อเสื้อโค้ต เสื้อแจ็กเก็ต หรือกางเกงสักตัว เขาจะซื้อเฉพาะของคุณภาพดีที่สุด และเก็บมันไว้สําหรับใช้นานๆ เขาไม่บริโภคทิ้งๆ ขว้างๆ อย่างที่เราทํา ซึ่งทําให้เราต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ นี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามทํากับธุรกิจของตัวเอง เราพยายามตั้งคําถามกับทุกขั้นตอนการผลิต กับวัตถุดิบที่เราใช้ เราศึกษาด้วยตนเอง และลงมืออย่างถูกต้อง

ทําในสิ่งที่เราสามารถทําได้

เพราะเราไม่มีทางจะเป็นบริษัทที่ยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องทําร้ายสิ่งใด และเราไม่สามารถผลิตสินค้าที่ยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องทําร้ายสิ่งใดเช่นกัน ขั้นตอนที่ 3 คือการทําในสิ่งที่เราสามารถทําได้ ถึงวันนี้ อายุเท่านี้ หากคุณเป็นนักพูดที่ดีคุณต้องพูด หากคุณเป็นนักเขียนที่ดี คุณต้องเขียน คุณต้องอาสาทําอะไรสักอย่างให้กับองค์กร เพราะหากเรานั่งเฉยๆ ทําเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว ถ้าจะพูดแบบชาวเยอรมันในยุคการปกครองของฮิตเลอร์ ก็ต้องบอกว่า คุณกําลังสูญเสียจิตวิญญาณของคุณไป ดังนั้นเราทุกคนต้องลงมือทําอะไรสักอย่างหนึ่ง

การเป็นเจ้าของบริษัทที่จ้างคนงานถึง 1,100 คน และเป็นคนที่ถูกจับตามองนั้น ทําให้ผมรู้สึกว่าผมมีความรับผิดชอบที่จะต้องใช้บริษัทของผมเพื่อการทําสิ่งที่ดี เราควักเงินจากกระเป๋าตัวเองด้วยการบริจาคหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของยอดขายให้กับการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เหตุผลที่เราให้เงินกับการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมก็เพราะว่า หากลองคิดดูอย่างจริงจังถึงทุกปัญหาสังคมที่มีอยู่ คุณจะพบว่ามีปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมอยู่ด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหาอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดๆ ล้วนเกิดขึ้นจากการไม่ใส่ใจดูแลธรรมชาติทั้งสิ้น

การกู้ยืมเงินแบบมืออาชีพ

การกู้ยืมเงินแบบมืออาชีพ

มืออาชีพหรือมือสมัครเล่น

คนที่เชี่ยวชาญการพูดขอกู้ยืมเงินคนอื่นนั้น เราต้องยกให้เป็นระดับมืออาชีพ ส่วนคนที่พูดขอกู้ยืมเงินใครไม่เป็น นั่นถือเป็นพวกมือสมัครเล่น

นักกู้ยืมเงินมืออาชีพกว่าครึ่ง ไม่ชอบทํางานหาเงินให้เหนื่อยยาก เพราะคิดว่าการกู้ยืมเงินคนอื่นใช้ มันง่ายกว่าและเร็วกว่าการทํางานหาเงินใช้เอง พวกเขาจึงเที่ยวกู้ยืมเงินจากญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงไปทั่ว

ส่วนพวกมือสมัครเล่น จะรู้สึกว่า การกู้ยืมเงินคนอื่นเป็นเรื่องยาก จึงไม่คิดกู้ยืมเงินใคร แต่จะหาเงินโดยพึ่งลําแข้งตัวเอง ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อยไปอย่างนี้ทุกวัน

จริง ๆ แล้วการกู้ยืมเงินไม่มีเคล็ดลับอะไร สิ่งสําคัญอันดับแรกคือ “เครดิต” อันเป็นหลักการสูงสุดในการยืมเงิน แต่พวกนักยืมเงินมืออาชีพจะรู้จักใช้เคล็ดลับสําคัญในเรื่องเครดิตกับอีกฝ่าย คนพวกนี้ถึงจะตกอับ ก็จะไม่เผยให้ใครรู้ แต่กลับจะพูดโกหกอ้างอะไรลม ๆ แล้ง ๆ ไปเรื่อย เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ จนอีกฝ่ายไม่สงสัยว่าพวกเขากําลังโกหก เมื่อนั้นแหละพวกเขาจะเอ่ยปากกู้ยืมเงินอย่างสง่าผ่าเผย

นักยืมเงินมืออาชีพจะมองเห็นจุดอ่อนอันเป็นนิสัยของอีกฝ่ายได้ทันที และใช้เล่ห์กู้ยืมเงินอีกฝ่ายจนได้ เช่น ถ้าคนที่พวกเขาจะกู้ยืมเงิน เป็นพวกละโมบ พวกเขาก็จะเสนอให้ดอกเบี้ยแพง ๆ แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนดีสุภาพเรียบร้อย พวกเขาก็จะขอน้ำใจไมตรี และพวกเป็นคนที่ชอบทําตัวเด่นดัง พวกเขาก็จะพูดยกยออีกฝ่าย เฝ้าวิงวอนขอร้องทุกทาง สุดท้ายถ้าอีกฝ่ายเป็นคนใจอ่อน พวกเขาก็จะใช้วิธีปรับทุกข์เล่าความในใจให้ฟัง จนอีกฝ่ายใจอ่อนยอมให้ยืมเงินไปแต่โดยดี

 

 

 

วิงวอนตามตื๊อได้ผลไหม

ไม้เด็ดในการกู้ยืมเงินจากญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง คือ การตื๊อวิงวอน นี่แหละไม้เด็ดที่สุด แต่ถ้าอีกฝ่ายทําธุรกิจด้านการเงินละก้อ ต่อให้เราวิงวอนให้ตาย หรือร้องห่มร้องไห้จนตาบวม หรือล่อด้วยดอกเบี้ยแพง ๆ หรือประจบประแจง กระทั่งข่มขู่อย่างไร สุดท้ายเรานั่นแหละเหนื่อยเปล่า

ในภาวะเช่นนี้ เราต้องเสนออะไรเป็นหลักค้ำประกัน หรือหาใครสักคนมาช่วยค้ำประกัน จึงจะได้ผล แต่บางครั้งถึงจะมีหลักทรัพย์หรือคนค้ำประกัน ก็ใช่ว่าจะกู้ยืมเงินได้ ตอนนี้แหละที่เครดิตของเราจะเป็นเงื่อนไขสําคัญที่สุด

คนที่เพิ่งจะกู้ยืมเงินเป็นครั้งแรก จะไม่มีเครดิตอะไรเลย จึงต้องใช้เครดิตของคนอื่นค้ำประกัน การจะกู้ยืมเงินจากใครสักคนนั้น เราจะต้องทําให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราเป็นคนซื่อสัตย์ รักษาคํามั่นสัญญา และมีวินัยกับตัวเอง อีกฝ่ายจึงจะมีภาพประทับใจที่ดีต่อเรา และเชื่อใจเรา แล้วการขอกู้ยืมเงิน ก็จะไม่ยาก แล้วทําอย่างไร เจ้าของเงินจึงจะไว้ใจเชื่อใจเราล่ะ

๑. บอกจุดประสงค์การขอกู้ยืมเงินให้อีกฝ่ายรู้

๒. ต้องเสนอวิธีคืนเงินให้อีกฝ่ายเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย

เราต้องพยายามให้ข้อมูลของตัวเองแก่อีกฝ่ายอย่างละเอียด และชี้แจงรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน เพื่อเป็นการยืนยันความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบอันน่าเชื่อถือของเรา เราถึงจะขอกู้ยืมเงินอีกฝ่ายได้