การเป็นผู้ฟังที่ดี

การเป็นผู้ฟังที่ดี

ควรสังเกตคนฟังก่อน

การสังเกตคนฟัง หมายถึง เราต้องรู้ระดับการศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ ความคิดความใฝ่ฝัน และความสนใจของอีกฝ่าย ไม่ต้องรู้ละเอียดนัก รู้เพียงคร่าว ๆก็พอ จากนั้นเราก็จะสามารถหาประเด็นที่ถูกใจเขามากที่สุดเพื่อเปิดประเด็นคุยด้วย

ตัวอย่างเช่น เมื่อเราต้องคุยกับชาวบ้านทั่วไป ถ้าเราจะคุยเรื่องทฤษฎีสัมพัทธ์ของไอน์สไตน์ ผมว่าเราเอาข่าวบันหน้าหนังสือพิมพ์มาคุยจะดีกว่าเพราะจะได้รับการตอบสนองมากกว่าแน่นอน หรือถ้าเรานั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แต่เรากลับคุยเรื่อง “วรรณกรรมคลาสสิก” หรือ สงครามและสันติภาพ อย่างนี้ก็เท่ากับจับแพะชนแกะ ไม่ต่างอะไรกับการสีซอให้ควายฟัง ควายมันโง่เพราะไม่รู้ความไพเราะของเสียงซอ แต่คนสีซอโง่กว่า เพราะรู้ทั้งรู้ว่าควายฟังไม่รู้เรื่อง ก็ยังดันทุรังสีให้มันฟัง

ก่อนที่เราจะอ้าปากพูดออกไป เราจึงต้องรู้ก่อนว่า อีกฝ่ายสนใจอะไร แล้วเลือกประเด็นที่เหมาะสมพูดคุยกับเขา นี่คือกุญแจสําคัญที่จะช่วยให้เราประสบความสําเร็จในการเข้าสังคม

ทําอย่างไรอีกฝ่ายถึงจะยอมพูดด้วย

ยังมีเรื่องสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ จะให้อีกฝ่ายแสดงความคิดเห็นของพวกเขาอย่างอิสระได้อย่างไร เพราะ “คนเราไม่เพียงต้องพูดเก่งเท่านั้น ยังต้องรู้จักหัดเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย”

การให้อีกฝ่ายได้พูด จึงเป็นเรื่องสําคัญมาก แต่ที่สําคัญยิ่งกว่าคือ การตั้งใจฟังอีกฝ่ายพูด เพื่อว่าตัวเองจะได้วิเคราะห์อารมณ์และความต้องการของอีกฝ่ายได้ถูกต้อง นั่นคือ เราต้องทําตัวให้เหมือนนักข่าว รู้จักชักจูงอีกฝ่ายให้ข้อมูลที่ตัวเองต้องการได้อย่างแยบยล

ถ้าอีกฝ่ายเป็นพนักงานขายสินค้า เหตุการณ์ก็อาจตรงข้ามกันโดย สิ้นเชิง เพราะเขานั่นแหละจะเป็นฝ่ายพูดให้เราฟังโดยที่เราไม่ต้องชักจูงเขาสักนิด เราจะต้องกุมอํานาจการชักจูงไว้ให้ดี จึงจะดึงเขาให้คุยในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายเราได้ ไม่เช่นนั้น เราก็จะกลายเป็นเป้าหมายของเขาทันที

เอาเป็นว่า การพูดคุยนั้น เราไม่เพียงต้องพูดเก่ง ยังต้องรู้จักฟังอีกฝ่ายพูดด้วย เพราะมีแต่เรายอมฟังเขาพูด เขาจึงจะยอมฟังเราพูด ถ้าเราพูดจ้อคนเดียว ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดบ้าง เขาก็จะฟังเราพูดแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่เก็บเอามาใส่ใจแม้แต่น้อย

ในระหว่างการพูดคุยนั้น จะต้องคอยสังเกตการตอบสนองของอีกฝ่ายตลอดเวลา จะได้วิเคราะห์ว่าอีกฝ่ายยอมรับในประเด็นที่เรากําลังพูดอยู่ไหม เมื่อเราเข้าใจจุดสําคัญนี้ดีแล้ว เราก็จะกลายเป็นนักพูดที่คนเขาอยากฟังที่สุด

แม้ว่าเราจะเป็นนักโต้วาที่ตัวฉกาจ พูดได้ชนิดคล่องเป็นล่องน้ำ แต่ถ้าคนฟังไม่ตอบสนองหรือยอมรับประเด็นที่เราพูดอยู่ มันก็เหมือนเรากําลังพูดให้ตัวเองฟัง เพราะฉะนั้น คนพูดเก่งจะต้องพูดไปคอยสังเกตการตอบสนองและยอมรับของคนฟังไปด้วย แล้วคอยปรับเปลี่ยนประเด็น หรือเน้นเสียงให้คนเกิดความสนใจและยอมรับในประเด็นที่เรากําลังพูด นั่นแหละเราจึงจะประสบความสําเร็จในการพูด นี่คือสัจธรรมที่ซุนวูบอกไว้ว่า “รู้เขารู้เรา ร้อยศึกร้อยชัย”