การใช้ชีวิตให้มีสติและสมาธิ

การใช้ชีวิตให้มีสติและสมาธิ

อํานาญแห่งสติ สติคือพลังงานแห่งการตระหนักรู้ว่ากําลังเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบันขณะ เมื่อเรามีพลังแห่งสติอยู่ในตัว เราจะอยู่ที่นั่นอย่างเต็มที่ เราจะมีชีวิตอย่างเต็มที่ และเราจะดํารงชีวิตอย่างเต็มที่ในทุกขณะของชีวิตประจําวัน ไม่ว่าจะทําอาหาร ล้างจาน ทําความสะอาด นั่ง หรือรับประทานอาหาร ล้วนเป็นโอกาสให้เธอบ่มเพาะพลังงานแห่งสติที่จะช่วยให้เธอรู้ว่าสิ่งใดที่ควรทําและไม่ควรทํา พลังงานแห่งสติ ช่วยให้เธอพ้นจากความยากลําบากและความผิดพลาดต่างๆ ช่วยปกป้อง และส่องแสงให้เห็นหนทางในทุกกิจวัตรประจําวัน

สติคือความสามารถในการตระหนักรู้สิ่งต่างๆ อย่างตามความเป็นจริง เมื่อมีสติเธอจะรู้ว่ากําลังเกิดอะไรขึ้นในแต่ละขณะ ณ ที่นี้ในขณะนี้ เมื่อตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ดี เธอสามารถเบิกบานกับสิ่งนั้น สามารถหล่อเลี้ยงและเยียวยาตัวเธอเองได้ เพียงแค่เธอตระหนักรู้ถึงปัจจัยที่ดีทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ไม่ดี สติจะช่วยเธอโอบกอด บรรเทา และทําให้สิ่งนั้นคลายลง สติคือพลังงานที่สามารถโอบรับความทุกข์ ความ โกรธและความท้อแท้ใจ หากเธอรู้วิธีที่จะโอบรับความทุกข์ได้นานเพียงพอความทุกข์นั้นจะบรรเทาลง

หากเราสูญเสียพลังแห่งสติ เรากําลังสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อขาดสติ เราหาและใช้เงินทองไปในทางที่เป็นโทษกับตัวเองและผู้อื่น เราใช้ชื่อเสียงในทางที่เป็นโทษกับตัวเองและผู้อื่น เราใช้ความเข้มแข็งทางการทหารเพื่อทําลายตัวเองและผู้อื่น

การเดินและการรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่เราทําอยู่แล้วในแต่ละวัน แต่เรามักไม่ได้เดินอย่างแท้จริง ในขณะที่เราเดิน เรากําลังถูกโครงการและความกังวลพาเราไป เราไม่มีอิสระ เมื่อเดินอย่างมีสติ ดํารงอยู่ในปัจจุบันขณะ ไม่ถูกดึงไว้ด้วยความเสียใจในอดีตหรือความกังวลเกี่ยวกับอนาคต เราจะสัมผัสความมหัศจรรย์แห่งชีวิต ทุกย่างก้าวเป็นไปเพื่อหล่อเลี้ยงความสุขของเรา พลังแห่งสติทําให้เราไม่ต้องเสียใจกับชีวิตที่เราใช้ไป สติช่วยให้เรา มองเห็นและสัมผัสคนที่เรารักได้อย่างแท้จริง นี่คือพลังงานที่ช่วยให้เรา กลับมาสู่ตัวเอง เพื่อที่จะมีชีวิตและเป็นสุขอย่างแท้จริง

อํานาญแห่งสมาธิ พลังแห่งสตินํามาซึ่งอํานาจ เมื่อเธอดื่มชา ก็เพียงดื่มชาเท่านั้น เบิกบานกับการดื่มชาของเธอ โดยไม่ดื่มความทุกข์ ความหดหู หรือดื่มโครงการต่างๆ ที่เป็นสิ่งที่สําคัญมาก หาไม่แล้วเธอย่อมไม่สามารถดูแลหล่อเลี้ยงตัวเองได้

อาจมีบางสิ่งที่เธอเคยเห็นแล้วแต่ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เธอสามารถใช้พลังแห่งสมาธิเพื่อให้ประจักษ์แจ้งและมองอย่างลึกซึ่งให้เห็นถึงธรรมชาติ ของสิ่งที่อยู่ตรงนั้น บางทีเธออาจประสบกับอุปสรรค ความหดหู่ ความกลัว ความท้อแท้สิ้นหวัง เธอต้องการที่จะมองอย่างลึกซึ่งเข้าไปในธรรมชาติของกิเลส เพื่อที่จะแปรเปลี่ยนมัน เธอต้องมีสมาธิอย่างมากจึงจะทําเช่นนี้ได้

สมาธิช่วยให้เรามองอย่างลึกซึ่งเข้าไปในธรรมชาติของความเป็นจริง และก่อให้เกิดปัญญาที่ทําให้เราเป็นอิสระจากความทุกข์ มีสมาธิอยู่หลาย ประเภทที่เราสามารถบ่มเพาะได้ เมื่อเรามีสมาธิในเรื่องของความเป็นอนิจจัง เราจะตระหนักรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นแปรเปลี่ยนตลอดเวลา เราอาจเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในวันพรุ่งนี้ หรือได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเราควรทําทุกอย่างที่ทําให้คนที่เรารักมีความสุขในวันนี้ พรุ่งนี้อาจสายเกินไป ด้วยสมาธิในเรื่องของความไม่มีอัตตาตัวตน หรือความจริงที่ว่าเราไม่อาจมีตัวตนที่แยกออกจากสิ่งอื่นๆ เราจะตระหนักรู้ว่าไม่ใช่เราเท่านั้นที่เป็นทุกข์ แต่ลูกๆของเรา พ่อแม่ของเรา เพื่อนของเรา และเพื่อนร่วมงานของเราก็เป็นทุกข์ไปด้วย เมื่อเราพัฒนาสมาธิในเรื่องของความเป็นดั่งกันและกัน หรือความเชื่อมโยงของทุกสรรพสิ่ง เราจะเห็นว่าหากเราทําให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ เขาก็จะทําให้เราเป็นทุกข์ด้วย เมื่อเรามีสมาธิในเรื่องของธรรมชาติแห่งความเป็นอนิจจัง ความไม่มีอัตตาตัวตน และความเป็นดั่งกันและกันนั้น สามารถทําให้เราก้าวไปอีกขั้น และนํามาสู่อํานาจประเภทที่ห้า ที่เราเรียกว่าปัญญา