อารมณ์ขันช่วยให้พูดได้ดีขึ้น

อารมณ์ขันช่วยให้พูดได้ดีขึ้น

อย่าทําหน้าเครียด

ผู้เชี่ยวชาญด้านการทํางานของสมองเชื่อว่า สมองบางส่วนของคนเราแฝงความสามารถที่จะควบคุมอารมณ์ขัน และยังมีบทบาทในด้านความจําด้วย สมองของทุกคนมีความสามารถอย่างนี้ทั้งนั้น แต่เมื่อเราเจอเรื่องน่าขำอย่างกะทันหัน เราคงอั้นไม่อยู่ต้องหัวเราะออกมาแน่ เช่น พวกละโมบ ถ้าจู่ ๆ ได้เงินก้อนโตโดยไม่คาดฝัน พวกเขาย่อมดีใจกระโดดโลดเต้นด้วยความลิงโลด หัวเราะและร้องออกมาเสียงดังเป็นแน่ แต่ถึงจะได้เงินแค่สิบบาท พวกเขาก็ยังอาจจะยิ้มหรือหัวเราะให้กับการเปลี่ยนแปลงที่มาถึงอย่างกะทันหันนี้ได้พวกบ้ายอ ถ้าจู่ ๆ มีใครมายกยอปอปั้นเสียจนเลิศลอย พวกเขาก็ต้องดีใจจนหัวเราะออกมาดัง ๆ แน่ และถึงจะถูกล้อเล่นแขวนเหรียญรางวัลพลาสติกพวกเขาก็หัวเราะได้เหมือนกัน พวกชอบเห็นคนอื่นฉิบหาย เวลาเห็นใครหกล้ม พวกเขาเป็นต้องหัวร่อยกใหญ่ ทว่า ถึงจะเห็นคนอื่นเป็นปกติสุขดีทุกอย่าง พวกเขาก็ยังหัวเราะได้เหมือนกัน พวกมีความลับ จะหัวเราะอย่างสะใจเมื่อความลับส่วนตัวไม่ถูกเปิดโปงให้คนอื่นรู้ แต่พวกเขาก็หัวเราะได้เหมือนกัน ถ้าถูกต้มตุ๋นจนหมดเนื้อหมดตัว พวกกินจุ เมื่อมีคนเลี้ยงอาหารชั้นดี จะดีใจยิ้มแย้มแจ่มใสหรือหัวเราะแต่พวกเขาก็หัวเราะหรือยิ้มได้เหมือนกันถ้าเจอคนขี้ติดเลี้ยงมันเผาพวกเขาสักลูก

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นการหัวเราะที่เกิดจากไหวพริบ ความสับสน ความแปลกแยก และความพลิกผัน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่คาดคิดได้ อารมณ์ขันก็เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง ความแปลกแยกและความพลิกผันอย่างนี้แหละ

คนรวยอารมณ์ขัน ถึงจะได้ยินว่าคนอื่นๆไปร่วมงานศพมา พวกเขาก็อาจหัวเราะจนงอหายได้ ดังนั้น อย่าให้คนพวกนี้ไปงานเลี้ยงอําลาอะไรพวกนี้ดีกว่าจะได้ไม่ต้องเห็นภาพคนเขากําลังโศกเศร้าร้องไห้ปิ่มว่าใจจะขาด แต่พวกเขานั่งยิ้มไม่ถูกกาลเทศะ

พวกที่ไปเดินเล่นแล้วเห็นคนอื่นเดินขากะเผลก หรือเห็นใครได้รับบาดเจ็บ แล้วอดหัวเราะไม่ได้ ควรไปไหว้ดาวตลกทั้งหลายเป็นครูได้แล้ว เพราะดาวตลกพวกนี้ทําให้คนอื่นหัวเราะหรือครื้นเครงได้ แต่ตัวเองกลับไม่หัวเราะครื้นเครงด้วย

ยังมีคนอีกพวกหนึ่ง เวลาถูกคนอื่นแหย่หรือล้อเล่น จะไม่หัวเราะ แต่กลับโมโหโกรธาตีหน้ายักษ์เข้าใส่ อวัยวะสร้างอารมณ์ขันคงจะเจริญไม่เต็มที่ มันเป็นเรื่องโง่จริง ๆ ที่ถือเอาคําล้อเล่นมาเป็นเรื่องจริงจัง และคิดว่าคนอื่นกําลังลบหลู่ตัวเอง เลยพาลโมโหเดือดดาล

พวกเขาเวลาคุยจะไม่เป็นธรรมชาติ และคุยไม่สนุก ไม่เปิดเผยตรงไปตรงมา มักทําหน้าเครียด คล้ายกับว่าโลกนี้ไม่มีความหวัง ไม่มีความสุขอย่างนั้นแหละ แม้แต่เรื่องน่ายินดี ก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าเศร้า คนอย่างนี้มองโลกในแง่ร้ายมากไป ก็ปล่อยให้พวกเขามีชีวิตอยู่กับความเครียดและทําหน้านิ่ว คิ้วขมวดต่อไปเถอะ และรับเอาความเวทนาน่าสมเพศไปก็แล้วกัน

เรื่องขําขันที่สุภาพและหยาบคาย

เรื่องขําขันมีมากมาย มีทั้งเรื่องสุภาพ และเรื่องลามกหยาบคายโจ๋งครึ่มไม่น่าฟัง ดูพวกดาราตลกแสดงทางโทรทัศน์ในทุกวันนี้ บอกได้เลยว่า การทำให้คนอื่นขำหรือหัวเราะมันไม่ง่ายจริง ๆ และมีทั้งขำหรือหัวเราะแบบสุภาพและลามกหยาบคาย

การเล่าเรื่องขําขันที่ลามกหยาบคาย สุภาพ ไร้สาระ โจ๋งครึ่ม น่าเกลียด น่ารัก ฯลฯ บ่งบอกถึงสันดานหรือนิสัยดั้งเดิมของคน ๆ นั้น บางคนบอกว่า “การหัวเราะคือยาวิเศษ” แต่การฝืนยิ้มที่ไม่เป็นธรรมชาติ บางครั้งกลับก่อผลเสียได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ ก็สู้ไม่พูดไม่หัวเราะเลยดีกว่า

อารมณ์ขันและไหวพริบนั้นปล่อยให้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและออกมาจากใจจะดีกว่า แต่ถ้าเรามีฝีมือการแสดงดีเยี่ยม จะพูดตลกให้คนอื่นเขาหัวเราะบ้างก็ดีเหมือนกัน แต่ถ้าแสดงไม่เก่งก็อย่าฝืนดีกว่า จะได้ไม่หน้าแตก แสดงความเปิ่นของตัวเองเปล่า ๆ

จงพยายามแสดงให้คนอื่นเห็นนิสัยที่เป็นธรรมชาติไม่เสแสร้งแกล้งทํา และอย่าทิ้งความซื่อสัตย์จริงใจ เพียงเพื่อสร้างสมนิสัยที่รักหน้ารักศักดิ์ศรีจนเกินไป นี่แหละคือ เคล็ดลับที่จะทําให้ทุกคนหัวเราะและมีความรู้สึกร่วมด้วยได้

อ่านนิสัยจากท่าสูบบุหรี่

อ่านนิสัยจากท่าสูบบุหรี่

เรามักได้ยินเสมอว่า การสูบบุหรี่ให้โทษแก่ร่างกาย จึงมีคนเลิกสูบบุหรี่กันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่บุหรี่ก็ยังคงมีอยู่ในชีวิตประจําวัน ซึ่งจะลบเลือนไปไม่ได้เพราะคนจํานวนมากยังสูบบุหรี่กันอยู่

การสูบบุหรี่เป็นเรื่องที่ทํากันง่ายๆ ไม่มีข้อกําหนดเป็นพิธีรีตองอะไร สูบ ได้ตามสบายทุกท่วงท่าเพราะอย่างนี้นี่เอง ท่าสูบบุหรี่จึงมีหลากหลาย แต่ละคนจะมีท่าสูบบุหรี่ไม่เหมือนกัน ดูจากท่าสูบบุหรีก็คงพอจะบอกนิสัยใจคอของคนสูบได้ ต่อไปนี้คือวิธี อ่านนิสัยคนจากท่าสูบบุหรี่ที่มีหลากหลายและแปลก ๆ

คนที่ชอบค่อย ๆ ปล่อยควันออกทางรูจมูก

คนที่ชอบสูบบุหรี่อัดเข้าปอดแรงๆ จากนั้นค่อย ๆ ปล่อยควันบุหรี่ออกทางจมูก เป็นพวกที่รู้จักหาความสุขจากการสูบบุหรี่ พวกเขาจะมีความสุขมากที่ปล่อยให้ควันบุหรี่ค่อย ๆ ออกจากรูจมูก นั้นแสดงว่าพวกเขามั่นใจในสุขภาพของตัวเอง จึงมีนิสัยเปิดเผย

ท่าสูบบุหรี่อย่างนี้พบได้ค่อนข้างน้อยในกลุ่มผู้หญิง ถ้าผู้หญิงคนไหนสบุหรี่ในท่านี้ แสดงว่าเธอเป็นเธอเป็นคนที่ทําอะไรกระตือรือร้น ชอบชิงดีชิงเด่น นิสัยเปิดเผยร่าเริง คนพวกนี้จะเปิดเผยใจป้ำ จิตใจกว้างขวาง ดังนั้น เวลาคุยกับคนพวกนี้ ต้องเปิดเผยตรงไปตรงมา อย่าพูดจาอึ้ง ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะไม่ชอบใจ

คนที่ชอบสูบบุหรี่ถี่ ๆ เร็ว ๆ

คนที่ชอบสูบบุหรี่ถี่ ๆ เร็ว ๆ มักรู้สึกร้อนอกร้อนใจอย่างไม่มีเหตุผล คิดอะไรสับสน เครียดง่าย แม้ขณะรับประทานอาหารมื้อเช้า ก็ยังรู้สึกเครียดอย่างไม่มีเหตุผล เวลาสูบบุหรี่ จึงมักชอบสูบแล้วพ่นควันออกทันที่เร็ว ๆ

การพูดคุยกับคนแบบนี้ จะต้องใจเย็นไว้ และมีท่าที่ปล่อยตัวตามสบายอย่างเป็นธรรมชาติ พยายามอย่าพูดในประเด็นที่ทําให้พวกเขาเครียด หรือสุดโต่ง ไปอีกขั้ว เพื่อมิให้พวกเขาเกิดความรู้สึกเหมือนถูกมัดมือชก ทําอะไรไม่ถูก เช่น ถ้าพวกเขาพูดแล้วฟังเหมือนพวกเขากําลังไม่พอใจหรือไม่สบายใจอะไร สักเรื่อง เราควรฟังพวกเขาอย่างเยือกเย็น คอยพูดปลอบใจเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ของพวกเขาให้เหมาะกับจังหวะโอกาส และเมื่อพวกเขาใจเย็นลงแล้วเราก็ไปแหย่เขา

คนที่สูบบุหรี่จัด

คนที่สูบบุหรี่จัดมีสองพวก พวกหนึ่งสูบจัดเพราะอาชีพ อีกพวกเป็นเพราะเสพติดพวกแรกนี้ส่วนมากจะเป็นพวกนักเขียน นักการเมือง เซลล์แมน ฯลฯ พวกนักขัยนมักคาบบุหรี่ติดปากอยู่ตลอดเวลาที่ใช้ความคิดเขียนหนังสือ พอเขียนสักประโยค ก็จะจุดบุหรี่สูบ แถมสูบติด ๆ กันหลายอึด ภาพอย่างนี้เราพบเห็นกันได้บ่อย เพราะนักเขียนมักเป็นอย่างนี้กันแทบจะทุกคน

นักการเมืองและนักการทูตที่ต้องพบปะผู้คนมากหน้าหลายตา เวลาพูดคุยสนทนากัน มักหยิบบุหรี่ขึ้นจุดสูบจนกลายเป็นความเคยชิน และถือเป็นจังหวะหนึ่งของการพูดคุยสนทนาด้วย คนที่ต้องสูบบุหรี่จัดเพราะอาชีพพวกนี้ประสาทมักเครียดอยู่เสมอ และมีปฏิกิริยาไวเป็นพิเศษต่อสิ่งเร้าจากภายนอก พวกเขาจึงเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายพูดได้เร็ว และตัดสินใจได้เร็วด้วย

แน่นอนว่า เราต้องเตรียมข้อมูลและประเด็นคุยให้มากพอที่จะพูดคุยกับคนพวกนี้ นั่นแหละถึงจะดี ขณะเดียวกัน เวลาพูด ก็ต้องทําตัวตามสบายให้เป็น ธรรมชาติ พูดจากระชับได้สาระใจความ ไม่ต้องคุยเล่นเรื่อยเปื่อยนั่นจะดีที่เดียว

พวกสุดท้ายคือ พวกติดบุหรี่ โดยทั่วไป พวกนี้จะมีนิสัยดื้อรั้น รุ่มร้อน ถือตัวเองเป็นใหญ่ โมโหร้าย เวลาคุยกับพวกเขา ต้องเลี่ยงไม่ใช้วิธีรุกเล่นงาน ต้องรอให้พวกเขามีความประทับใจที่ดีต่อเราก่อน เราถึงจะบอกเจตนาที่มาพบได้แล้วเราก็จะสําเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้

สไตล์การลงทุนแบบผู้หญิง

สไตล์การลงทุนแบบผู้หญิง

ตอนนี้เราทราบแล้วว่านักลงทุนสตรีรายย่อยมองโลกในแง่ดีน้อยกว่า และมักจะตื่นตูมเทขายหุ้นเมื่อตลาดถล่มน้อยกว่า ซื้อขายน้อยกว่า และลงทุนแบบเสี่ยงๆ น้อยกว่า แต่พวกนักลงทุนผู้หญิงมืออาชีพล่ะ? ความแตกต่างนี้ยังคงใช้ได้หรือไม่?

สเตฟาน รูเอนซีและอเล็กซานดรา นิสเซนได้ทําการศึกษาแตกต่างระหว่างผู้จัดการกองทุนชายกับหญิงซึ่งยืนยันถึงข้อเท็จจริงที่พบในอดีตและเผยให้เห็นสิ่งที่พบใหม่ นักวิจัยทั้งคู่ได้วิเคราะห์ผลตอบแทนของกองทุนรวมทุกกองทุนที่มีผู้จัดการดูแลคนเดียว (ไม่ใช่เป็นกลุ่ม) ในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม 1994 ถึงธันวาคม 2006 รวมทั้งสิ้น 15,170 กองทุน โดยราว 10 เปอร์เซ็นต์มีผู้หญิงเป็นผู้จัดการ พบว่าแม้ความแตกต่างของนักลงทุนชนกลุ่มน้อยนี้จะเห็นไม่ชัดเจนเท่าในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบของสภาวะทางอารมณ์ของผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัด

การศึกษานี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า ผู้หญิงชอบเสี่ยงน้อยกว่าผู้ชาย และสิ่งที่พบใหม่ก็คือ ผู้จัดการกองทุนสตรีจะเลือกลงทุนโดยใช้ “สไตล์การลงทุนแบบสุดขั้ว” น้อยกว่าพวกผู้ชาย ไม่เพียงเท่านั้น พวกเธอยังยืนหยัดกับสไตล์การลงทุนของเธอมากกว่า โดยไม่เห็นความจําเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจหรือไม่ก็ตาม และเช่นเคย นักลงทุนผู้หญิงจะซื้อขายน้อยกว่าชาย แม้แต่ในหมู่มืออาชีพความแตกต่างนี้ยังคงอยู่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ สภาวะทางอารมณ์ที่สงบนิ่ง และ อดทนของผู้หญิง ไม่ได้ทําให้ประสิทธิภาพของเธอเหนือกว่าผู้ชายเลย ประสิทธิภาพของทั้งสองกลุ่มไม่ได้ต่างกันนัก อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพ ไม่ได้เป็นทุกอย่าง ความสม่ำเสมอและ “ประสิทธิภาพที่คงทน” (หรือความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอปีแล้วปีเล่า” ก็เป็นสิ่งสําคัญเช่นกัน

รูเอนซีและนิสเซนแสดงให้เห็นว่าการเกาะติดกับวิธีการและปรัชญาลงทุนที่ใช้ ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา วิ่งตามแนวโน้มการลงทุนฮอตฮิต และธรรมชาติของสตรีที่ไม่นิยม “สไตล์การลงทุนแบบสุดขั้ว” ทำให้กองทุนรวมที่มีผู้หญิงเป็นผู้จัดการให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและคงทนกว่า สรุปก็คือ ผลการดําเนินงานของกองทุนรวมที่มีผู้หญิงเป็นผู้จัดการจะผันผวนน้อยกว่ากองทุนที่มีนักลงทุนชายเป็นผู้จัดการ อย่างที่นักวิจัยบอกว่า “การค้นพบนี้แสดงว่า ผลงานในอดีตเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าผลงานในอนาคตของกองทุนที่มีผู้หญิงเป็นผู้จัดการน่าจะดีกว่าผู้ชาย”

แม้ว่าประสิทธิภาพในการจัดการกองทุนจะไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญระหว่างผู้จัดการกองทุนหญิงกับชาย แต่สถิติเกี่ยวกับผู้จัดการกองทุนเก็งกําไรเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เผยให้เห็นสิ่งที่ตรงกันข้าม อย่างสิ้นเชิง กองทุนเก็งกําไรเป็นกองทุนการลงทุนพิเศษสําหรับนักลงทุนประเภทบุคคลที่มีสินทรัพย์สูงมากและนักลงทุนสถาบัน ปกติแล้วผู้จัดการกองทุนจะทําการเปิดสถานะเพื่อ “เก็งกําไร” ภายในพอร์ตโฟลิโอของตนเอง โดยจะ “ลอง” (long) หรือ “ชอร์ต” (Short) หุ้น (การเก็งว่าหุ้นจะสูงขึ้นหรือต่ำลง) ในหลายกรณีกองทุนเก็งกําไรจะมีความเสี่ยงกว่ากองทุนรวมโดยเฉลี่ยมาก

สรุปว่า พวกเธอมีผลประกอบการที่ดีกว่าเมื่อตลาดอยู่ในขาขึ้น และขาดทุนน้อยกว่าเมื่อตลาดเป็นขาลง แม้ว่าการศึกษานี้จะไม่ได้เจาะลึกลงไปถึงสาเหตุของผลประกอบการที่เหนือกว่า แต่เราคาดเดาได้ว่าน่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับการศึกษาอื่นๆ ที่เราได้กล่าวมาแล้ว

ศิลปะในการพูด

ศิลปะในการพูด

การเป็นนักขายที่ประสบความสําเร็จไม่จําเป็นต้องพูดเก่ง และนักขายที่พูดเก่งทุกคนก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสําเร็จทางด้านการขาย แต่นักขายที่ประสบความสําเร็จ คือนักขายที่มีทักษะทางด้านการพูด คือ รู้จักพูด รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด รู้ว่าพูดอย่างไรแล้วทําให้ลูกค้าเชื่อ และพูดอย่างไร แล้วทําให้ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการ

รวมทั้งจะต้องมีทักษะทางด้านการฟังที่ดี เพื่อเก็บข้อมูล ฟังเพื่อ เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ฟังเพื่อนําเสนอสินค้า ให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และอีกหนึ่งทักษะที่สําคัญมากคือ ต้องมีทักษะในการถาม ถามอย่างไรเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตนเองต้องการ ถามอย่างไรเพื่อที่จะทําให้ลูกค้าตอบแล้วรู้สึกภาคภูมิใจดังนั้นการพูดอย่างมีสติ การคิดก่อนพูด และการมีทักษะในการพูดคือสิ่งสําคัญที่จะสานความสัมพันธ์ หรือทําลายความสัมพันธ์ ระหว่างเพื่อนร่วมงานลงได้ เพราะการพูดอย่างไม่มีสติหรือไม่ทันคิด จะเป็นสิ่งที่กลับมาทําลายตัวเอง ดังนั้น ก่อนที่คุณจะพูดอะไรควรไตร่ตรองให้ดี อย่าเอาความคะนองปากหรือเอาอารมณ์มาเป็นสิ่งทําลายความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และทําการขายกับลูกค้า เพราะการพูดดี คือการสื่อสารออกมาจากการคิดดีและมีสติไตร่ตรอง

นอกเหนือจากการใช้ศิลปะการพูด เพื่อพูดให้ผู้ฟังเกิดความเป็นมิตรและยอมรับในตัวคุณ จะต้องใช้คําพูดที่มีเหตุผล สุภาพไพเราะ มีน้ำเสียงชวนฟัง โดยพิจารณาถึง สถานที่ เวลา และโอกาส ขณะที่คุณได้พูดกับลูกค้าเพื่อทําการขาย ดังนั้น หากคุณเป็นหนึ่ง ในนักขายที่พูดไม่เก่งแล้ว ก็ไม่ต้องวิตกกังวลหรือน้อยใจว่าเราไม่สามารถที่จะเป็นนักขายที่ประสบความสําเร็จได้ ซึ่งคุณต้องพิจารณาดังนี้

  • อย่าพูดเกินจริง ทั้งในเรื่องของสินค้า บริการ องค์กรของคุณ ความสามารถของคุณ เพราะจะกลายเป็นการคุยโวโอ้อวด หรือพูดเพื่อข่มผู้อื่นข่มคู่แข่ง หรือแม้แต่เป็นการข่มลูกค้าที่คุณกําลังเสนอการขายอยู่ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว จริงอยู่ที่นักขายจะต้องแสดงความสามารถ ความชำนาญ ความถนัด และการประสบความสําเร็จให้กับลูกค้าได้เข้า เพราะนั่นหมายถึงความน่าเชื่อถือ แต่จงระมัดระวังในการพูด ไม่ควรให้การเสนอตัวเพื่อเป็นทางเลือกของลูกค้า เพราะในทางจิตวิทยานั้น คนเรามีความโน้มเอียงที่จะรู้สึกอิจฉาริษยาผู้อื่นอยู่ในใจด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเราแสดงออกได้ดี เขาก็จะเกิดแรงผลักดันในทางบวก แต่หากคุณพูดไม่ดีก็จะเกิดการต่อต้านขึ้น ในการขายนั้น นักขาย จึงควรพูดแต่พองามก็เพียงพอ ควรระมัดระวังในการพูดวิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการขายต่อหน้าลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงอาชีพอื่นในทางลบหรือเสียหาย การพูดกระทบกระเทียบดูถูกคู่แข่ง

การพูดวิจารณ์เพื่อนร่วมอาชีพนักขาย เพราะคนเราไม่ว่าเขา จะทําอาชีพอะไร ก็ล้วนมีเกียรติยศศักดิ์ศรีในตัวเองด้วยกันทุกคน แน่นอนการที่คุณเป็นนักขายนั้น ก็เป็นอาชีพที่คุณสมัครปักใจทํา การพูดเอาดีใส่ตัว ก็ไม่จําเป็นต้องพูดเอาชั่วใส่คนอื่น

อย่าลืมว่าอาชีพขายตรงก็ยังเป็นอาชีพที่ผู้คนเขาดูหมิ่นดูแคลนกันอยู่ไม่เลิก และอย่าทําให้ภาพพจน์แย่ลงด้วยการพูดเรื่องด้านลบของการขายต่อหน้าลูกค้า เพราะนอกจากไม่ได้ประโยชน์ ใดๆ แล้ว ยังเป็นการทําลายตัวคุณโดยตรง

  • ควรระมัดระวังที่แสดงออกถึงการพูดอย่างเป็นกันเองจนเกินไป เพราะนอกจากจะทําให้เสียบุคลิกภาพของนักขายแล้วยังทำลายความน่าเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีติ่นักขายลงไปด้วย เพราะดูไม่จริงจัง ไม่จริงใจ ไร้สาระ รวมถึงพูดมากเกินไป พูดน้อยเกินไป พูดนานเกินไป พูดสั้นเกินไป พูดดังเกินไป พูดค่อยเกินไป พูดอ้อมเกินไป พูดตรงเกินไป พูดเร็วเกินไป พูดช้าเกินไป สิ่งเหล่านี้จะทําให้ลูกค้าไม่เชื่อถือในตัวสินค้า ซึ่งมาจากบุคลิกภาพแย่ๆ ของนักขาย
  • หากคุณจําเป็นต้องติดต่อโทรศัพท์หาลูกค้าเพื่อเปิดการขาย นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักขายส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่นักขายที่มีประสบการณ์มานานจะไม่ค่อยกล้าติดต่อลูกค้าผ่านการโทรศัพท์ เพราะความ เกรงกลัวหรือความไม่กล้า ในเมื่อไม่กล้าการขายก็จะไม่เกิดขึ้น รวมทั้งยังไม่ได้เป็นการพัฒนาตนเองในเรื่องของการพูดเพื่อ ทําการขาย

โลกแห่งการลงทุน

โลกแห่งการลงทุน

นักลงทุนทั้งชายและหญิงว่า จงใช้โอกาสนี้เรียนรู้จากกันและกันสําหรับผู้หญิง คุณควรเรียนรู้ความกล้าที่จะลงมือทําของผู้ชายแทนที่จะมัวแต่รีรอ ไม่กล้าเริ่มลงทุนเสียที เราทุกคนคงเคยได้ยินสถิติที่ว่า ผู้หญิงมีอายุยืนกว่าผู้ชาย 5-10 ปี และสามารถทําเงินได้น้อยกว่า ผู้ชายในช่วงชีวิตการทํางาน ดังนั้นผู้หญิงจึงต้องออมเงินมากกว่าสําหรับยามเกษียณอายุ ไม่เพียงแต่ผู้หญิงจะเริ่มลงทุนช้ากว่าผู้ชายเท่านั้น แต่เรายังมีเงินลงทุนน้อยกว่าด้วย นอกจากนี้นิสัยไม่ชอบความเสี่ยงของผู้หญิงยังหมายความว่าเราไม่ลงทุนอย่างก้าวร้าวอย่างที่ควรจะทํา การควบคุมอนาคตทางการเงินของตัวเองและเริ่มลงทุนด้วยตัวเองเป็นสิ่งสําคัญสําหรับผู้หญิง พวกผู้ชายจะยินยอมพร้อมใจกระโดดเข้ามาลงทุนมากกว่าพวกเรา เราจะต้องแก้ไขเรื่องนี้ เราได้เห็นผู้หญิงที่ประสบความสําเร็จในการลงทุนหลายคน เพราะฉะนั้นจงใช้ ประโยชน์จากความจริงข้อนี้

หลังเปิดบัญชี เริ่มด้วยการซื้อหุ้นสักหนึ่งตัว ถุกแล้วเพียงหนึ่งเท่านั้น เลือกบริษัทที่คุณสนใจและสนุกที่จะติดตาม ลองเรื่งจากสินค้าอุปโภคบริโภคยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งหรือธุรกิจค้าปลีกที่คุณรู้จัก เช่นบริษัทกระเป๋าโคช ซึ่งมีผลประกอบการดีเด่นแม้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอยเมื่อเร็วๆ นี้ หรือไม่ก็ค้าปลีกแบบยกโหล เช่น คอสต์โก ซึ่งก็เป็นบริษัทที่โดดเด่นมาก มีตัวอย่างมาก คุณเลือกที่คุณชอบ และลงมือ ตั้งแต่เดี๋ยวนี้

เมื่อใดที่คุณเริ่มแล้ว ให้หาอ่านทุกอย่างที่สามารถเกี่ยวกับบริษัทติดตามผลการดําเนินงานทั้งด้านธุรกิจและการเงินของบริษัททุกไตรมาส คุณจะรู้สึกดีมากที่เป็นเจ้าของหุ้นของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง นี่เป็นเรื่องสนุกได้ และก็ควรจะเป็นเช่นนั้นด้วย!

อย่าหยุดแค่บริษัทเดียวเท่านั้น ให้คุณหาซื้อและสร้างพอร์ตโฟลิโอการลงทุนของคุณ จําไว้ว่าคุณจะต้องควบคุมสภาวะทางอารมณ์ของคุณ ลงทุนอย่างสุขุมเยือกเย็นและยิ้ม คุณเป็นนักลงทุนแล้ว จงภูมิใจที่คุณกําลังควบคุมอนาคตการเงินของตัวเอง

ผู้ชายก็ควรเรียนรู้จากผู้หญิงเช่นกัน ปัจจัยสําคัญที่สุดของการประสบความสําเร็จในการลงทุนระยะยาวคือ การมีอารมณ์ที่สงบนิ่ง ผู้ชายมักจะกล้าลงมือทํา และก็ทํามากเกินไป ทําให้โอกาสที่มีเสียไป มั่นใจน้อยลงกว่านี้สักนิด ทุกอย่างที่คุณทํามีผลกระทบต่อการตัดสินใจ และยังอาจจะสร้างปัญหาให้แก่วงการ การเงินโลกด้วย คุณอาจไม่สามารถลดเทสโทสเทอโรนลงได้ แต่ช่วยเอาชนะนิสัยยอมเสียทุกอย่างเพื่อจะชนะอันเป็นเป็นผลจากเจ้าฮอร์โมน ความผันผวนของตลาดที่ผ่านมาจะลดน้อยลงในอนาคต เพียงแค่ว่าผู้ชายจะเรียนรู้อะไรบางอย่างจากเพศที่อ่อนโยนกว่าเท่านั้น

แต่ผู้หญิงก็เหมือนกัน คุณไม่สามารถที่จะนั่งใจเย็นกับสภาวะทางอารมณ์สงบนิ่งชิล คุณต้องเริ่มลงทุนและใช้ประโยชน์จากสภาวะทางอารมณ์อันดีเยี่ยมของคุณ แม้ว่าวอร์เรน บัฟเฟตต์ จะไม่ใช่ผู้หญิง แต่เราได้เห็นมาแล้วว่าเขาลงทุนอย่างผู้หญิง คุณมีความ โน้มเอียงโดยธรรมชาติอยู่แล้วที่จะทําตามรอยเท้าเขา และก็สามารถสร้างทักษะในการทําเช่นเขาด้วย เพราะฉะนั้นจงอย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไป เฉยๆ วันหนึ่งเราอาจจะได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญในการลงทุนของคุณ และชื่อของคุณจะปรากฏเคียงข้างกับเทพพยากรณ์แห่งโอมาฮาก็ได้ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้นถ้าคุณเริ่มลงทุน เพราะฉะนั้นจงเริ่มตั้งแต่วันนี้

 

เล่นหุ้นให้ขายน้อยลง กำไรมากขึ้น

เล่นหุ้นให้ขายน้อยลง กำไรมากขึ้น

การซื้อขายหุ้นบริษัทที่คุณลงทุนเป็นสิ่งสําคัญ เวลาที่คุณซื้อหุ้น
คุณไม่ได้ซื้อตัวอักษรสามสี่ตัวที่กะพริบอยู่บนจอเหมือนกับรหัสลับอะไรบางอย่างเท่านั้น
แต่คุณกําลังซื้อส่วนหนึ่ง ของบริษัทที่มีชีวิต มีลมหายใจ การเข้าใจว่าคุณกําลังซื้อธุรกิจที่เป็นจริงเป็นจัง
คือความจริงในการลงทุน
การลงทุนในบริษัทที่มีหุ้นซื้อขายในตลาด หรือการซื้อธุรกิจโดยตรง เช่น
ซื้อร้านแซนด์วิชตรงหัวถนน ไม่ได้แตกต่างกัน และคุณก็ควรจะเป็นเช่นนั้นด้วย
เพราะมันต่างหมายถึงการเป็นเจ้าของธุรกิจเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างอยู่ที่แค่คุณเป็นเจ้าของทั้งกิจการ
หรือบางส่วนเท่านั้น (แม้การเป็นเจ้าของร้านแซนด์วิช จะทําให้คุณได้รับส่วนลด แซนด์วิชแบบโปรด
ขณะที่การซื้อหุ้นบริษัทอาจไม่ได้รับอะไรพิเศษเสมอไปก็ตาม แต่ในอีกทาง
คุณคงไม่ได้รับเงินปันผลจากร้านแซนด์วิช
ที่จะได้จากบริษัทมหาชนส่วนใหญ่ด้วย..ทุกอย่างมีข้อแลกเปลี่ยนทั้งนั้น)
การเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทหนึ่งๆ เป็นการตัดสินใจสําคัญ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
ภาพชินตาของนักค้าในวอลล์สตรีทที่ตะโกนซื้อขายกันอย่าง บ้ากระห่ำ เข้าหุ้นตัวนั้น ออกตัวนี้
เป็นอะไรที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะค่อยๆ ศึกษา คิดพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยความอดทน
เป็นไปได้ที่นักค้าเหล่านั้นจะไม่สามารถบอกอะไรคุณเลย เกี่ยวกับบริษัทที่พวกเขาซื้อๆขายๆ
อยู่ข้างกระดานหุ้น พวกเขาน่าจะบอกคุณไม่ได้ด้วยซ้ำว่าบริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมใด ขายผลิตภัณฑ์
หรือบริการใด อยู่มานานหรือยัง และใครเป็นผู้บริหาร
“การมีมุมมองในระยะยาวกลายเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในโลกที่คนส่วนใหญ่มุ่งกับระยะสั้น
เมื่อฝูงนักลงทุนระยะสั้นทําให้ตลาดขึ้นลง ผันผวน นักลงทุนระยะยาวที่มีอิสระจะทําในสิ่งตรงกันข้าม
และสุดท้ายก็ได้ผลตอบแทนที่เหนือกว่า”
ความอดทนเป็นอีกลักษณะสําคัญที่บ่งบอกถึงสไตล์ และสภาวะทางอารมณ์ของเขา
ความเต็มใจที่จะรอ นั่งนิ่งๆ บนเงินสด

กองโตจนกระทั่งถึงเวลาเหมาะสมที่จะลงทุนหมายถึงความอดทนในการมองตลาดทําสถิติสูงสุดใหม่โดยมี
คุณนั่งอยู่ที่ขอบสนาม รอให้บริษัทที่ดีมีราคาเหมาะสม
และมองเงินกองมหึมาของคุณพยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนให้ทันกับภาวะเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม ห้ามตื่นตระหนกและขายเด็ดขาด ถ้าคุณทําการบ้านมาดีแล้ว
ขอให้ยืนหยัดกับความเชื่อนั้น คุณจะต้องอดทน ไม่ตกอยู่ในกับดัก องการซื้อๆ ขายๆ
ตราบใดที่คุณต้องการประสบความสําเร็จในระยะยาว
การเป็นนักลงทุนที่ประสบความสําเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องการความอดทน ความแข็งแกร่ง
การเตรียมพร้อม และความมุ่งมั่นที่จะไม่ทําเพียงแค่ “ขอให้ได้ทําอะไรบางอย่าง” ในการที่จะไปให้ถึงที่นั่น
ขอให้ระลึกอยู่เสมอว่า : • คุณกําลังซื้อธุรกิจ • มองระยะยาว • จงอดทน

พื้นฐานแห่งความสุข

พื้นฐานแห่งความสุข

ครั้งหนึ่ง อนาถบิณฑกะได้นําพ่อค้านักธุรกิจเป็นจํานวนห้าร้อย มารับฟังคําสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงมอบคําสอนซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ พระสูตรสําหรับฆราวาส ซึ่งเน้นเรื่องการมีชีวิตอย่างมี ความสุข ณ ที่นี่ ในขณะนี้ในฐานะนักธุรกิจและผู้ครองเรือน คํากล่าวเรื่อง “การมีชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบันขณะ” ได้มีการพูดซ้ำถึง 5 ครั้งในพระสูตรนี้ การได้รู้ว่าตนอยู่บนหนทางที่ถูกต้องแล้วนั้น เป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือการได้ทํางานที่ตนชอบ และเป็นงานที่ตนได้ใช้ความเข้าใจและความกรุณาของตนเอง ความสุข ความรับผิดชอบ และความมีสตินั้นเชื่อมโยงถึงกันอยู่ตลอดเวลา นักธุรกิจเริ่มต้นบนหนทางสู่ความสุขด้วยการดูแลตัวเองเป็นอันดับแรก เนื่องจากการฝึกปฏิบัติเพื่อสร้างพลังงานแห่งสติ เขาจึงได้รับความเบิกบานและความสุข และทําให้มีความสามารถที่จะดูแลความปกติสุขของคนอื่นๆ ปัจจัยแห่งความสุขมีมากมายอยู่แล้วให้เรา ณ ที่นี้ พระสูตรนี้สอนว่า พื้นฐานแห่งสติและความสุข คือข้อฝึกอบรมสติห้าประการ ข้อฝึกอบรมสติเหล่านี้จําเป็นสําหรับการเรียนรู้ เพื่อที่จะดูแลอํานาจของเราอย่างมีศิลปะ เพื่อก่อให้เกิดอํานาจอันแท้จริง ที่เรียกว่า อำนาจนาจทางจิตวิญญาณ ข้อฝึกอบรมสติเหล่านี้ เป็นหัวใจสําคัญในการฝึกเจริญสติ

ข้อฝึกอบรมสติห้าประการ

ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 1

ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการทําลายชีวิต ข้าพเจ้าขอตั้งสัตย์ปฏิญาณที่จะบ่มเพาะความกรุณา และเรียนรู้วิธีที่จะปกป้องชีวิตผู้คน สรรพสัตว์ พืชพันธุ์ และแร่ธาตุ ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นที่จะไม่ทําลายชีวิต ไม่ปล่อยให้ผู้อื่นทําลายชีวิตรวมทั้งจะไม่ส่งเสริมการทําลายชีวิตใดๆในโลกนี้ ไม่ว่าจะโดยความคิดและการกระทํา

ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 2

ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการหาประโยชน์ส่วนตัว ความอยุติธรรมทางสังคม การลักขโมย และการกดขี่ ข้าพเจ้าตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะทําทานด้วยการแบ่งเวลา พลัง และทรัพย์สินให้แก่ผู้ที่มีความจําเป็น ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่าจะไม่ลักขโมย และไม่ครอบครองสิ่งที่ควรเป็นของผู้อื่น ข้าพเจ้าจะเคารพทรัพย์สินของผู้อื่น และจะคอยปกป้องไม่ให้ผู้อื่นหาประโยชน์บนความทุกข์ของมนุษย์หรือสรรพสัตว์อื่นๆ

ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 3

ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม ข้าพเจ้าตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะบ่มเพาะความรับผิดชอบ และเรียนรู้วิธีที่จะปกป้อง ความมั่นคง และความซื่อสัตย์ของปัจเจกบุคคล คู่สมรส ครอบครัว และ สังคม ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยว และมีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากซึ่งความรัก และการมีพันธะสัญญาระยะยาวต่อกัน หากแต่จะเคารพในพันธะสัญญาของตัวเองและผู้อื่น เพื่อถนอมความสุขของตนเองและผู้อื่นได้ ข้าพเจ้าจะทําทุกอย่างตามกําลังความสามารถ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆถูกล่วงละเมิดทางเพศ ตลอดจนปกป้องไม่ให้คู่สมรสและครอบครัวต้องแตกแยก เนื่องจากการประพฤติผิดในกาม

ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 4

ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการกล่าวถ้อยคํา ที่ขาดความยั้งคิดและระคายหูผู้อื่น ข้าพเจ้าตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะบ่มเพาะวาจาที่ไพเราะและตั้งใจฟังอย่างมีสติ เพื่อให้ผู้อื่นมีความสุข เบิกบาน ตลอดจนช่วยแบ่งเบาความทุกข์ของพวกเขา ข้าพเจ้ารู้ดีว่าคําพูดสามารถก่อให้เกิดความสุขและความทุกข์ จึงขอตั้งจิตมั่นว่าจะพูดแต่ความจริงด้วยถ้อยคําที่ก่อให้เกิดความมั่นใจ ความเบิกบานและความหวัง โดยไม่กระพือข่าวที่ตนเองไม่รู้แน่ชัด รวมทั้งไม่วิพากษ์วิจารณ์ หรือกล่าวโทษในสิ่งที่ตนเองไม่แน่ใจ ตลอดจนละเลิกจากการกล่าววาจาที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ไม่ปรองดองกัน หรือทําให้ครอบครัว ชุมชนต้องแตกแยก ร้าวฉาน ข้าพเจ้าจะพยายามทุกวิถีทาง ที่จะประนีประนอม และแก้ไขความขัดแย้งต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กก็ตาม

ข้อฝึกอบรมสติข้อที่ 5

ด้วยความตระหนักรู้ถึงการบริโภคที่ขาดสติ ข้าพเจ้าทั้งสัตย์ ปฏิญาณที่จะบ่มเพาะสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ เพื่อตัวเอง ครอบครัว และ สังคม ด้วยการกิน ดื่ม บริโภคอย่างมีสติ พร้อมทั้งรับเอาแต่สิ่งที่จะช่วย ถนอมความสงบสุข ความเบิกบานให้กับร่างกายและวิญญาณของตัวเอง ครอบครัว และสังคม ข้าพเจ้าตั้งจิตมันว่าจะไม่ใช้แอลกอฮอล์ สิ่งเสพติดอื่นใด หรือการรับอาหารและสิ่งให้โทษ อย่างเช่นรายการโทรทัศน์ นิตยสาร หนังสือ ภาพยนตร์ การสนทนาบางประเภท เพราะตระหนักรู้ว่าการทําร้ายร่างกายและวิญญาณของตัวเองด้วยสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยเหล่านี้ เท่ากับ เป็นการทรยศต่อบรรพบุรุษ พ่อแม่ สังคม และลูกหลานของตัวเอง ข้าพเจ้าจะพยายามเปลี่ยนแปลงความรุนแรง ความกลัว ความโกรธ รวมทั้งความสับสนในตัวเองและสังคม โดยละเลิกจากการบริโภคสิ่งที่เป็นพิษภัย เพื่อตนเองและสังคม ข้าพเจ้าเข้าใจดีว่าการบริโภคอย่างถูกต้องและเหมาะสมนั้น เป็นสิ่งสําคัญในการเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม

 

ประสบความสําเร็จจากความศรัทธา

ประสบความสําเร็จจากความศรัทธา

สิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าอํานาจนั้น ชาวพุทธเราเรียกตัณหาหรือความอยาก ตัณหาห้าอย่าง ได้แก่ ความกระหายอยากในความร่ำรวย ในความมีชื่อเสียง ในกามารมณ์ ในอาหารที่หรูหราพิเศษ และในการนอน ในพุทธศาสนา เราพูดถึงอํานาจที่แท้จริงห้าประการ หรือ พลังงานทั้งห้า อันได้แก่ ศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ และปัญญา อํานาจทั้งห้านี้คือพื้นฐานของความสุขอันแท้จริง ซึ่งล้วนอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติที่เป็น รูปธรรม

อํานาญแห่งศรัทธา ที่มาของพลังงานแรกนั้นคือศรัทธา เมื่อเธอมีพลังแห่งศรัทธาอยู่ในตัว เธอจะเข้มแข็ง ในคัมภีร์ไบเบิล พระเยซูได้กล่าวว่า คนที่มีศรัทธา สามารถเคลื่อนภูเขาได้ คําว่า ศรัทธาน่าจะแปลว่า “ความมั่นใจ” และ “ความไว้ใจ” มากกว่า เพราะนี่คือสิ่งที่มีอยู่ภายในตัวเธอเอง โดยมิได้มุ่งหมายถึงสิ่งที่อยู่ภายนอก ท่านหลินจี้ สังฆปรินายกนิกายเซน เคยกล่าวกับลูกศิษย์ของท่านไว้ว่า “เจ้าไม่มีความมั่นใจในตัวเองพอ จึงต้องเที่ยวตามหาสิ่งนี้เอาจากภายนอก เจ้าต้องมีความมั่นใจว่าตัวเองมีความสามารถที่จะเป็น พระพุทธเจ้า ความสามารถในการแปรเปลี่ยนและเยียวยา”

ศรัทธาคือหนทางที่จะนําเธอไปสู่ความเป็นอิสระ ความหลุดพ้น และการแปรเปลี่ยนกิเลสต่างๆ ถ้าเธอรู้จักหนทาง ถ้าเธอมีหนทางที่จะดําเนินต่อไป เธอย่อมมีอํานาจ คนที่ไร้หนทางย่อมเร่ร่อนไปอย่างไร้จุดหมาย ย่อมเป็นทุกข์ เพราะไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี เธอเคยแสวงหาหนทาง และได้พบหนทางแล้ว เธอย่อมรู้จักหนทาง

เมื่อประสบการณ์บอกเธอว่าหนทางนี้นําไปสู่ทิศทางอันดีงาม ย่อมมีศรัทธาในหนทางของเธอ เธอย่อมดีใจที่ได้มีหนทาง เพียงเท่านี้เธอก็เริ่มมีอํานาจแล้ว อํานาจเช่นนี้จะไม่ทําลายเธอหรือคนรอบข้าง ในทางตรงกันข้าม อํานาจเช่นนี้จะทําให้เธอเข้มแข็ง มีพลังอย่างที่คนรอบตัวเธอรู้สึกได้ เมื่อเธอศรัทธา ดวงตาเธอจะเป็นประกายและทุกย่างก้าวของเธอจะเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น นี่คืออํานาจ เธอสามารถสร้างอํานาจประเภทได้ทุกขณะในชีวิตประจําวัน การฝึกเช่นนี้จะนําความสุขมาให้เธออย่างมาก

ถ้าเธอฝึกปฏิบัติเช่นนี้และได้รับผลลัพธ์ที่ดี จนเกิดพลังแห่งสติสมาธิ และปิติเบิกบาน ศรัทธาและความเชื่อมั่นก็จะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องให้ใครมาบอก ศรัทธาและความเชื่อมั่นแบบนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความคิด แต่เป็นผลที่หนักแน่นชัดเจนจากการปฏิบัติ เมื่อเธอฝึกการหายใจอย่างมีสติจนได้ผล เธอจะรู้สึกเบา มั่นคง เป็นอิสระ แล้วความเชื่อมั่นก็จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์เช่นนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น พลังแห่งศรัทธาสามารถนําความสุขมาให้เธอได้อย่างมาก หากเธอขาดศรัทธา หากเธอไม่มีพลังแห่ง ความมั่นใจเช่นนี้ เธอจะเป็นทุกข์

หากเรามองอย่างใคร่ครวญ เราจะเห็นว่าพลังงานแห่งความตื่นรู้ พลังงานแห่งความกรุณาและความเข้าใจนั้นมีอยู่แล้วในตัวเรา การตระหนักรู้ว่าเรามีพลังงานเหล่านี้อยู่แล้วตามธรรมชาตินั้นทําให้เธอเกิด ความเชื่อมั่น เมื่อเธอรู้วิธีปฏิบัติ เธอสามารถสร้างพลังเหล่านี้เพื่อคุ้มครองตัวเองและประสบความสําเร็จในสิ่งที่เธอต้องการจะทํา

เทคนิคการสร้างความประทับใจให้คนฟัง

เทคนิคการสร้างความประทับใจให้คนฟัง

ถ้าเราอยากให้คนฟังรู้สึกประทับใจเรื่องที่เราพูด เราก็ต้องประทับใจเรื่องนั้นก่อน คําพูด น้ำเสียง และท่าทางที่ประกอบกันขึ้น จะทําให้คนฟังรู้สึกประทับใจได้ เช่น ในการกล่าวไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิต สิ่งที่ทําให้คนส่วนมากประทับใจจนน้ำตาคลอหน่วยไปด้วย มิใช่เนื้อหาที่พูด แต่เป็นท่าทางของผู้พูดมากกว่า น้ำเสียงที่ฟังดูเศร้าสร้อยชวนให้คนฟังพลอยรู้สึกเสียใจไปด้วย กระทั่งน้ำตาร่วงได้เหมือนกัน ถ้าเราไม่ประทับใจเสียเอง เสแสร้งแกล้งน้ำตาคลอไปกับคนฟัง ความประทับใจที่คนฟังมีอยู่ก็จะลดลงไปมาก หรือหายไปหมดเลยก็ได้

ดารานักแสดงที่ประสบความสําเร็จ จะรู้ดีว่าการควบคุมอารมณ์ความรู้สึกนั้นสําคัญแค่ไหน เมื่อต้องเข้าฉากที่มีอารมณ์เศร้าเสียใจ จะไม่เอาแต่ร้องไห้ แต่จะแสดงออกด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย เพื่อให้อารมณ์นั้นหลอมรวมไปกับบทละคร ด้วยการแสดงภาษากายเพียงเล็กน้อย อารมณ์ที่แสดงออกทางสีหน้า น้ำเสียง และจังหวะการพูด ทําให้คนดูประทับใจและคลั่งไคล้ เท่ากับมีฝีมือการแสดงเยี่ยมยอด

นักแสดงทุกคนจะต้องรู้จักใช้สติปัญญาและอารมณ์ให้หลอมรวมกลมกลืนไปกับบทละคร ใช้ฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยมสร้างอารมณ์แต่ละอย่างออกมา นี่แหละจึงจะสามารถทําให้ตัวเองประทับใจและคนดูประทับใจด้วย ก่อให้เกิดอารมณ์ร่วมอย่างลึกซึ้ง เรียกว่าดิ่งลึกเข้าถึงบทละคร ทําได้อย่างนี้ถึงจะเรียกว่ามีฝีมือการแสดงที่สุดแสนจะยอดเยี่ยม

อย่าพูดซ้ำซาก

ข้อสําคัญในการพูดคือ ต้องวางน้ำหนักเรื่องให้ดี พยายามอย่าใช้ศัพท์แสงยาก ๆ หัดใช้คําที่เข้าใจกันได้ง่าย ๆ พร้อมทั้งคอยสอดแทรกเรื่องเล่าเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย เพื่อให้คนฟังสนใจมากขึ้น ทําให้การพูดมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น

หากเราเปลี่ยนประเด็นคุยตามอําเภอใจ หรือพูดประเด็นเดียวซ้ำซากอยู่อย่างนั้น โดยคาดหวังว่าพูดอย่างนี้แล้วจะทําให้เนื้อหาฟังดูหนักแน่น นั่นกลับจะเหลวแป๋ว เข้าทํานองทําคุณได้โทษ นอกจากใช้ไม่ได้ผลแล้ว ยังกลับจะให้ผลลบทํานองวาดเสือดันผ่าไปเหมือนหมาซะนี้

การพูดมีหลักง่าย ๆ อยู่ว่าต้องเตรียมเนื้อหาที่จะพูดก่อน แล้วจัดลําดับให้เรียบร้อย เริ่มจากกล่าวนํา เข้าสู่เนื้อหา โยงเปลี่ยนประเด็น และสรุป โดยต้องพูดไปตามลำดับ เร็วช้าให้เหมาะสม นี่คือเคล็ดลับข้อหนึ่งของการพูด ถึงแม้เราจะพูดไม่เป็น พูดไม่คล่องเอาเสียเลย แต่ถ้าเราเตรียมเนื้อหามาดี แม้แต่คนที่ไม่ค่อยอยากฟัง ก็ยังเต็มใจฟังเราพูดอย่างกระตือรือร้น เพราะฉะนั้นถ้าคนพูดพูดจนคนฟังตอบสนองและประทับใจได้ ทั้งคนพูดและคนฟังก็กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันได้

พูดเรื่องไม่สนุกให้สนุก

เรื่องหนึ่งที่ต้องใส่ใจอยู่ตลอดเวลาที่พูดคือ เนื้อหาที่เป็นรูปธรรมโดยเฉพาะเนื้อหาที่มีเหตุผลหรือหลักการอันลึกซึ้งซับซ้อน ยากแก่การเข้าใจ ยิ่งต้องใช้คําพูดง่าย ๆ อธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อให้คนฟังยอมรับและเข้าใจได้ง่าย

บางครั้ง ก็ห้ามพูดตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซากเหมือนกัน แต่ต้องรู้จักใช้ตัวอย่างจริง นํามาเล่าสู่กันฟังเหมือนกําลังเล่านิทานสักเรื่อง แล้วค่อย ๆ โยงเข้าสู่หลักการนั้น จุดประสงค์ก็เพื่อให้คนฟังที่มีระดับการศึกษาไม่สูงนักฟัง เข้าใจได้ง่ายนั่นเอง

เราจะทําอย่างนี้ได้ เราต้องมีความรู้มากพอสมควร และอ่านหนังสือมากด้วย ถึงจะยกตัวอย่างจริงอธิบายให้คนฟังได้แบบง่าย ๆ เราจึงต้องหมั่นฝึกพูดตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ก็ต้องหัดใช้คําพูดง่าย ๆ ในชีวิตประจําวัน มาประกอบกับตัวอย่างที่จะใช้อธิบายหลักเหตุผลอันสลับซับซ้อน

พระศากยมุนี ศาสดาแห่งพุทธศาสนา ได้อธิบายสัจธรรมอันลึกซึ้งซับซ้อนไว้แล้วตั้งแต่สองพันกว่าปีก่อน พระองค์ใช้ตัวอย่างจริงต่าง ๆ ถ่ายทอดคําสอนให้แก่คนสมัยโบราณที่ไม่รู้หนังสือมาแล้ว ตัวอย่างเหล่านี้มีอยู่ในพระสูตร ซึ่งมีค่าควรแก่การศึกษาเรียนรู้อย่างยิ่ง ตรงนี้คงพอจะมองเห็นแล้วว่า คนเราให้ ความสําคัญกับศิลปะการพูดมาแต่โบราณกาล

เทคนิคการพูดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เทคนิคการพูดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เมื่อถูกพูดแซง

คนเพิ่งพบกันครั้งแรก มักเจอเหตุการณ์น่าอึดอัดจากการถูกขัดจังหวะ หรือถูกพูดแซงขึ้นมาในขณะพูด โดยเฉพาะถ้าคู่สนทนาเป็นหญิงสาวสวย หรือคน มีชื่อเสียง หรือแม้แต่พวกผู้ดีนั้น เราจะยิ่งเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยขึ้น

พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนใหญ่จะเครียดขึ้นมาทันที และหาประเด็นคุยไม่ได้ชั่วขณะ ตอนนี้เราถึงไม่นึกอยากสูบบุหรี่ ก็อาจควักบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบโดยไม่รู้ตัว เพื่อคลายเครียด แล้วลองหาประเด็นที่อีกฝ่ายสนใจมาพูดคุย เพื่อให้การพูดคุยเป็นไปโดยราบรื่น ซึ่งอีกฝ่ายก็จะมองว่าเราเป็นคนที่เข้ากับคนได้ง่าย เมื่อ เป็นเช่นนี้ การพูดคุยของเราก็จะไม่หยุดชะงักไปเพราะการถูกขัดจังหวะนั้น

คุยกับคนไม่ชอบพูด

เวลาคุยกับคนไม่ค่อยชอบพูด เราจะต้องหมั่นสังเกตเนื้อหาที่เขาพูดถึงคิดสักนิดก่อนที่จะต่อประเด็นนั้นกับเขา และต้องช่วยขยายประเด็นออกไปด้วย นั่นคือ พยายามเปิดประเด็นให้กว้าง ๆ มีเรื่องที่จะคุยกันไม่หมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้หัวคิดกันสักนิด เมื่อทําเช่นนี้แล้ว การพูดคุยก็จะไม่ชะงักกลางคัน เ

เราควรคุยหรือสัมภาษณ์เรื่องแรกที่ต้องการให้เสร็จเสียก่อน จากนั้นค่อยใช้วิธีตั้งวงคุยกัน โดยเริ่มคุยตั้งแต่เรื่องธุรกิจหรืองานการของอีกฝ่าย ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและใช้กันบ่อยที่สุด การโยนประเด็นให้อีกฝ่ายพูดต่อถือเป็นเคล็ดลับความสําเร็จอย่างหนึ่งของการพูด

เมื่อเราโยนประเด็นให้อีกฝ่ายแล้ว ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยอยากพูด แต่ก็ต้องพูดบ้าง เพื่อไม่ให้เสียมารยาท ซึ่งช่วงสําคัญนี้ เราจะมัวแต่เออออไม่ได้ ต้องรีบตั้งคำถามต่อโดยเร็ว เพื่อให้การพูดคุยดําเนินต่อไปได้

ฉะนั้น ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนเงียบแค่ไหน เขาก็จะพูดจาโต้ตอบกับเราอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเขาไม่สนุกกับเรื่องที่คุยกันแล้ว เราก็ต้องมีไหวพริบ ปรับเปลี่ยนหัวข้อไปคุยกันในเรื่องการเมืองบ้าง ปัญหาสังคมบ้าง เพื่อกุมสิทธิการนําประเด็นไว้

ถ้าเบื่อหัวข้อที่คุยกันอยู่ ก็ลองเปลี่ยนมาคุยเรื่องใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายสนใจร่วมกัน โดยสลัดความคิดแบ่งแยกที่ว่า เป็นเจ้าของบ้านกับแขก เจ้านายกับ ลูกน้อง หรือผู้ใหญ่กับผู้น้อย ทิ้งไป ถึงจะคุยกันได้อย่างออกรสออกชาติจากใจถึง ใจ และคุยกันในเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ชอบ เช่น ไปเที่ยวผับ โรงน้ำชา ไนต์คลับ ปัญหาเซ็กส์ ฯลฯ ก็เหมือนคุยเล่นกันหลังอาหาร อย่าเก็บหัวข้อพวกนี้ไว้คุยในขณะดื่มเหล้า ถ้าคนเราใส่หน้ากากเข้าหากัน เสแสร้งจอมปลอม มีลับลมคมใน และมือถือสากปากถือศีลต่อกันอย่างนี้ ก็คงไม่อาจคบหากันอย่างตรงไปตรงมา ทุกคนจึงควรพูดคุยกันอย่างเปิดเผยจริงใจ จึงจะถูกต้อง

คุยกับคนลอกแลก

บางคนมีนิสัยพิลึกมาก เวลาเจอใครเป็นต้องมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้ากลอกตาไปมาคอยพินิจพิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา ความจริง คนแบบนี้ไม่ได้คิดร้ายอะไรกับใคร อาจเป็นเรื่องของความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น

ถ้าเราไม่เชื่อ เราก็ลองเชื้อเชิญคนแบบนี้มาเที่ยวบ้านเราสักครั้ง เขาจะต้องเที่ยวดูห้องทุกห้อง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น รวมทั้งของตกแต่งบ้านทุกชิ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผมขอบอกพวกเราว่า จะไปโกรธเขาไม่ได้ดอกนะ ผมว่าเราน่าจะเอาข้าวของทุกชิ้นในบ้านออกมาให้เขาดูเลยจะดีกว่า

ส่วนพวกผู้หญิง มักชอบแอบมองการแต่งเนื้อแต่งตัวและหน้าตาของอีกฝ่าย การที่ผู้หญิงชอบแอบมองอีกฝ่าย ก็เพราะความรักสวยรักงามนั่นเอง ฉะนั้น เวลาพูดคุยกับคนสองกลุ่มนี้ เราจึงต้องเข้าใจความคิดของพวกเขาและนํามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งจะทําให้เราพูดคุยกับพวกเขาได้อย่างสนุกสนานและต่างฝ่ายต่างก็ชื่นชอบด้วย